Showing posts with label travel. Show all posts
Showing posts with label travel. Show all posts

อัมพวาหน้ามรสุม

เครดิตตามภาพนะคะ ไม่ได้ถ่ายเองค่ะ ไม่มีฝีมือ 5555




เมื่อวันเสาร์สิ้นเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปอัมพวามาอีกแล้วค่ะ
ภารกิจเที่ยวครั้งนี้ขอบอกว่าเป็นอะไรที่เร่งด่วนและเฉพาะกิจมาก เนื่องมาจากเมื่อคืนวันศุกร์ก่อนหน้าได้มีโอกาสนัดเจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยหลังจากไม่เจอกันมาร่วมปี ตอนแรกนัดกันว่าจะไปหาของอร่อยๆกินกันแถววังหลัง แต่กว่าจะเลิกงานวังหลังก็น่าจะปิดไปกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว แผนของเราเลยเปลี่ยนไปเป็นที่ท่ามหาราชแทน
เราสามสาวขึ้นเรือข้ามฟากที่เอเชียทีค สนนราคาอยู่ที่ 19 บาทตลอดสายไปสุดแถวท่าน้ำนนท์ แต่เราลงกันที่ท่ามหาราช นี่เป็นครั้งแรกของเราที่ได้มาท่ามหาราชจากที่เคยเห็นรูปจากเพื่อนๆที่ไปถ่ายกันหลายคน ในรูปดูเหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเหล่าฮิปสเตอร์ไปหามุมถ่ายรูปฮิปๆชิคๆ แต่ความรู้สึกของเราที่ไปเห็นว่าเฉยๆมากค่ะ ส่วนชั้นบนที่ติดแม่น้ำจะเป็นโซนให้นั่งเล่นชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา อาจจะเพราะเราไปผิดเวลาก็ได้นะคะเลยรู้สึกเฉยๆ คือตอนเราไปถึงนี่ดึกแบบมืดแล้ว ถ้าได้ไปตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกอาจจะรู้สึกอีกแบบก็ได้
ในบรรดาร้านต่างๆที่ท่ามหาราชจะเป็นร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงจะบอกว่าใหญ่ก็มีไม่กี่ร้านอยู่ดีในความรู้สึกเรา ร้านที่ว่ามีทั้งที่เป็นแบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บั๊คไปจนถึงร้านเล็กๆที่ไม่มีสาขา
เราสามคนไปกินข้าวกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆตรงทางเข้าโซนพระเครื่อง สนนราคาไม่แพงมาก ราคาส่วนใหญ่อยู่ที่ 89 บาทต่อชุด รสชาติอร่อยใช้ได้เลยทีเดียวค่ะ หลังจากรับของตาวเสร็จเราก็ไปจัดของหวานกันต่อ ตามสโลแกนประจำกลุ่มเราที่ว่า "กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่" :p
ร้านของหวานที่เราไปก็เป็นร้านที่คิดว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันดีค่ะ After You นั่นเอง เราสั่งกันมา 2 อย่างคือบิงซูกับฮันนี่โทสต์ ในส่วนของฮันนี่โทสต์ไม่ขอพูดถึงมากเพราะของร้านนี้เค้าดังอยู่แล้ว แต่เมนูยอดฮิตมาใหม่อย่างบิงซูนี่ขอเม้าท์หน่อย คือมันอร่อยจริงนะคะ แต่ราคาแรงมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ได้ 285 บาทต่อถ้วยญี่ปุ่นเล็กๆ สำหรับเราคือรู้สึกว่ามันแพงเกินไปถึงรสชาติจะละมุนลิ้นเข้าท่าก็เถอะ แต่ (แต่อีกละ) ถ้าเทียบกับบิงซูร้าน Wake Up ที่เชียงใหม่ที่เคยพูดถึง เราว่า Wake Up อร่อยกว่านะ ถูกกว่าเป็นร้อยด้วย
เพราะนัดทานข้าวคืนวันศุกร์นี่แหละค่ะที่นำมาซึ่งทริปวันเสาร์ที่อัมพวา เรา 3 คนนัดเจอกันช่วงเที่ยงเพื่อออกเดินทาง one day trip ครั้งนี้ วางแผนไว้ดิบดีมากว่าจะพาเพื่อนไปไหว้พระที่วัดบางกุ้ง ต่อด้วยชมอุทยานร.2 ปิดท้ายแบบประทับใจด้วยการเดินเล่นหาของกินที่ตลาดอัมพวาพร้อมล่องเรือชมหิ่งห้อย
แต่ทีนี้เจ้าค่ะ ท้องฟ้าอากาศมืดครึ้มมาตั้งแต่เช้าชนิดที่ว่าไม่เห็นแสงอาทิตย์ลอดลงมา ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เป็นเดือนคือร้อนมาก ร้อนนรกแตก ไม่เคยฟ้าครึ้มสักวันแต่ดันมาครึ้มเอาวันนี้ เป็นอันรู้กันค่ะว่าพายุฤดูร้อนมาแล้ว และจำเพาะเจาะจงว่าต้องมาวันนี้ด้วย -_-
ย้อนไปครั้งสุดท้ายที่ได้เที่ยวกับเพื่อนกลุ่มนี้คือไปแถวน้ำตกที่แม่ริม เชียงใหม่ วันนั้นก็ฝนตกเหมือนกัน หนักด้วย มาครั้งนี้เลยคิดในใจว่าจะเที่ยวด้วยกันทีไรต้องเจอฝนตลอดเลยใช่มั้ยเนี่ยยยย
เราขับไปทางเส้นพระราม 2 อาศัยตาม google maps ไป ขอบอกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เปิดกูเกิ้ลเพราะพี่สาวเราก็ไปอัมพวาเหมือนกัน (แยกกันไป) ซึ่งนางไม่ได้ตั้งกูเกิ้ลไป นางขับไปเองโดยใช้ทางหลัก ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่าจะถึงอัมพวาจย้าาาา ส่วนเราเหรอคะ กูเกิ้ลบอกให้เลี้ยวก็เลี้ยว บอกให้ไปตรงก็ไปตรง ผลคือไม่ต้องเผชิญรถติดมากมายและใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง อิอิ
ขับไปได้สักแถวพอร์ตโตชิโน ฟ้าก็อุ้มเมฆไม่อยู่แล้วค่ะ ฝนเทลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว อารมณ์ตอนนั้นคือกลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง 5555
ฝนตกหนักไปตลอดทางจนเราถึงวัดบางกุ้งตามแผนว่าจะเป็นจุดหมายแรกที่ไป อยากไปไหว้พระก่อนเป็นการเปิดทริปนั่นเอง แต่ช้าก่อน นอกจากฝนตกจะทำให้รถติดจนใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติแล้ว พอไปถึงที่หมายฝนยังไม่เลิกตกค่าาา เราสามคนต้องนั่งรอในรถให้ฝนซาอีกพักใหญ่เพราะลงไปไม่ได้จริงๆ เปียกแน่
กว่าจะไหว้ะระเรียบร้อยครบถ้วนกระบวนความก็ปาเข้าไปสี่โมงครึ่ง เรารีบไปต่อกันที่อุทยานร.2 ถึงประมาณ 5 โมงเย็น ไม่น่าเชื่อนะคะ เจอการจราจรหนาแน่นที่อัมพวา ไปมาหลายครั้งเพิ่งเคยเจอครั้งนี้เป็นครั้งแรก คงจริงอย่างที่มีคนพูดไว้ ที่ใดฝนตกที่นั่นรถติด เหมือนที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ 5555
ผลที่ได้คืออุทยานปิดแล้วค่ะ จากข้อมูลที่หามาบอกว่าปิด 5 โมงครึ่ง แต่ตอนเราไปถึง 5 โมงก็ปิดประตูทางเข้าแล้วค่ะ เหลือประตูให้ออกอย่างเดียว เป็นอันว่าแผนล่ม เราเลยมุ่งตรงไปตลาดเลย บอกก่อนนะคะว่าระหว่างนี้ฝนก็ยังคงตกอยู่เรื่อยๆ แต่เป็นแบบปรอยๆซึ่งเราบ่ยั่น ไปเดินตลาดทั้งๆที่ฝนปรอยนั่นแหละค่ะ ถือว่าที่ตลาดก็คนเยอะในระดับนึงนะคะ ไม่ถึงกับหนาแน่น ของส่วนใหญ่ที่ขายจะเป็นของกิน ซึ่งเราก็ลุยค่ะ เปิดจ็อบที่ก๋วยเตี๋ยวเรือชามละ 20 บาท แต่ขอบอกว่าผิดหวังมากกก เพราะมันไม่อร่อยเลย T-T เราสามคนเลยต้องหาอย่างอื่นล้างปากต่อไป 5555
สิ่งที่แนะนำให้ซื้อคือขนมถ้วยคุณยายค่ะ แกขายขนมถ้วยหน้ากะทิกับขนมใส่ไส้ แกจะนั่งอยู่ตรงหัวสะพานลงแม่น้ำช่วงกลางๆตลาด มีอยู่เจ้าเดียวค่ะ ถ้าเห็นเป็นคุณยายขายขนมถ้วยก็ใช่เลย ราคาขนมถ้วยอยู่ที่กล่องละ 20 บาท ได้เยอะอีกต่างหาก อันนี้แนะนำอย่างแรง อร่อยมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) เราซื้อมา 2 กล่องซะเลย กินที่ตลาด 1 กลับบ้าน 1 อิอิ
อีกอย่างที่ต้องไปกินคือพวกอาหารทะเลย่างค่ะ เราซัดปลาหมึกย่างกับเพื่อนซะเปรมเลย พวกของย่างนี่วัดกันที่น้ำจิ้มค่ะ เราจัดไปหลายร้านอยู่นะ ใช้ได้เกือบทุกร้านเลย
พอจบทริปกินเติมพลังเราก็ปิดท้ายวันนี้ด้วยการล่องเรือชมหิ่งห้อยท่ามกลางสายฝนปรอยๆค่ะ ราคาอยู่ที่คนละ 60 บาท ก่อนลงเรือเราถามคนแถวนั้นว่าฝนปรอยแบบนี้จะมีหิ้งห้อยมั้ย เค้าบอกว่าฝนตกแบบนี้หิ่งห้อยจะออกมาบินเล่นหลบฝนใต้ใบไม้ค่ะ เราสามคนก็เชื่อตามนั้นเลยตัดสินใจซื้อทัวร์ ล่องเรือไปตามแม่น้ำแม่กลองพักใหญ่ทีเดียวค่ะกว่าจะเจอหิ่งห้อย แต่มีจริงอย่างที่เค้าบอกนะคะ ในระดับที่โอเคเลยด้วย ระหว่างล่องเรือก็อากาศดีมาก เย็นๆเพราะฝนตก เย็นจนหนาวเลยน่ะค่ะ
สรุปจบทริปวันนั้นได้ไม่ครบแผน ขาดอุทยาน ร.2 ไป แต่ถือว่าอิ่มใจที่ได้เจอเพื่อนค่ะ เพราะยิ่งโตขึ้นยิ่งหาเวลาเจอกันได้ยากมากจริงๆ ได้มาเจอกันแบบนี้จึงมีความสุขมากจริงๆค่ะ :)

แก่งกื๊ด ก่อนสงกรานต์

หายไปหลายวันเพราะกลับบ้านที่เชียงใหม่ หลังจากนั้นคือทัวร์ตระเวณกินแบบฮาร์ดคอร์ แล้วก็หลับแบบถวายตัวให้เตียง สงกรานต์ปีนี้เหมือนปีที่ผ่านๆมา คือไม่เปียกน้ำเลย เป็นสงกรานต์ที่แห้งสนิทย่างเข้าปีที่ 10 แล้วล่ะมั้ง จำได้ว่าเล่นน้ำสงกรานต์ครั้งสุดท้ายตอนอยู่ ม.4 ผ่านมา 8 ปีแล้ว
แต่ปีนี้พิเศษหน่อย เพราะญาติคนนึงกลับด้วยกัน แล้วญาติคนนี้คือตรงข้ามกับเราทุกอย่าง
เคยพูดกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้วว่า คนเราแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือพวก early bird พวกนนี้จะตื่นเช้า เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน รู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันช่างทำได้หลายอย่าง สนุกที่จะได้ทำอะไรมากมาย คือญาติเราคนนี้อยู่ในพวกนี้แหละ เป็นคนพลังเหลือมากกกกก นอนดึกตื่นเช้า แถมยังไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด จะชวนเที่ยวอยู่นั่น แต่อย่างที่บอก ว่าเรามันตรงข้ามกับเค้า เราคงเป็นพวก night owl ตื่นตอนกลางคืน ดึกๆนี่จะ alert มาก รู้สึกไม่อยากนอน นอนไม่ค่อยหลับอีก แต่ตื่นสาย ระหว่างวันก็ง่วง พลังงานน้อย เดินแป้บๆเมื่อยละ ขอพักก่อน 55555

ปีนี้ที่ต่างออกไปคือพาญาติคนนี้ไปเที่ยวนี่แหละ เพราะปกติสงกรานต์เราจะนอนอยู่บ้าน ตื่นสายๆ หาของอร่อยกิน เป็นแบบนี้ทุกปีและเราก็มีความสุขกับการพักผ่อนวันหยุดยาวแบบนี้

เราพาญาติไปแก่งกื๊ด ออกเสียงยากจังเนอะ เราคิดว่ามันออกเสียงแบบเดียวกับ good แบบออกสำเนียง ไม่ใช่ กู๊ด นะ แต่เป็น ก๊๊ดดดดด ฮ่าๆๆๆๆ เราเองก็ไม่เคยไปที่นี่นะ แต่เคยไปเที่ยวล่องแพสมัยเด็กๆ 2-3 ครั้งแหละมั้ง

นั่นแหละ มันคือแก่ง แก่งคืออะไร เคยล่องแก่งมั้ย สายน้ำที่มีหินอยู่ตามทาง ต้นน้ำมาจากน้ำตกบนเขา ลงมาเป็นลำธาร เป็นเกาะแก่ง ที่นี่เค้ามีกิจกรรมให้ทำเยอะนะคะ มีซุ้มอาหาร (แน่นอนว่าเราเฝ้าซุ้มในระหว่างที่คนอื่นๆไปเล่นน้ำ) อาหารรสชาติธรรมดา ราคากลางๆตามแบบฉบับสถานที่ท่องเที่ยง มีห่วงยางให้เช่า เราเช่าห่วงใหญ่ราคา 50 บาท ไซส์อื่นเราไม่รู้ ถ้าขึ้นไปบนๆต้นน้ำอีกหน่อยจะมีกิจกรรมล่องแพ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นแพไม้ไผ่เหมือนสมัยเราเด็กๆแล้ว ตอนนี้เห็นเป็นเรือยาง

อ้อ ลืมบอก เราไปเที่ยววันที่ 11 นะคะ คือยังไม่ใช่วันหยุดสงกรานต์ แต่คนก็เยอะนะ ซุ้มริมน้ำเต็มหมดทุกซุ้มเลย เราไปกันทั้งหมด 5 คน ค่าอาหารโดนไป 600 นิดๆ ไม่มีค่านั่งซุ้ม ไม่โดนเก็บค่าจอดรถเพราะตอนที่ไปถึงมันประมาณ 5 โมงเย็นแล้ว คือชาวบ้านเค้าเล่นเสร็จและจะกลับกันแล้ว จริงๆแล้วคือเราหลงก็เลยถึงช้า ตั้งใจไปถึงสัก 4 โมงให้แดดร่มลงตกแต่ผิดแผน หลงทางเลยเลทไปชั่วโมงนึง แต่โชคดีหน่อยที่เป็นหน้าร้อน ดวงอาทิตย์เลยตกช้า เรากลับคิดว่าไปเวลานี้พอดีเลยนะ ได้เลนน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงซึ่งเราคิดว่ามันน่าจะพอดีแล้วแหละ

คือถ้าไปช่วงกลางวันเห็นว่าจะโดนเก็บค่าที่จอดรถ 50 บาท ซึ่งเค้าดราม่ากันในเพจท่องเที่ยวเชียงใหม่เพจนึง เห็นคนที่ไปช่วงหยุดสงกรานต์ 13 14 15 โดนค่าจอดรถ 50 บาท ต้องสั่งอาหารอย่างน้อย 1000 บาทไม่อย่างนั้นจะโดนเก็บค่านั่งซุ้ม 200 ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ก็บอกว่าเกินไป เราถึงว่าเราโชคดีที่ไปก่อน แล้วช่วงสงกรานต์ก็รถติดยาวเลยด้วย ที่อ่านมาเห็นว่าท้ายขบวนอยู่ที่ 3-4 กิโลเมตรเลย บางคนก็ไปแต่ไม่ถึง ก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน สงกรานต์นี่แย่งกันกินแย่งกันเที่ยว เราถึงชอบอยู่บ้านสบายๆมากกว่า

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องน้ำกันบ้าง เราแปลกใจมากกก คือน้ำไม่แห้งเลยยย น้ำเยอะ ไหลแรง เล่นสนุก (เห็นคนที่เล่นดูสนุกกัน ไม่ได้เล่นเอง 5555) น้ำเย็นฉ่ำชื่นใจมากด้วย อันนี้เราลองเอง เอาเท้าจุ่มน้ำแต่ตัวนั่งบนแพ ฮ่าๆๆๆๆ คือที่แปลกใจนี่เพราะแหล่งท่องเที่ยวที่มีน้ำอื่นๆในเชียงใหม่พากันแห้งหมดไง ขนาดเขื่อนแม่งัดที่ว่าน้ำเยอะยังแห้งจนเห็นสันดอนกลางเขื่อนเป็นบางจุดอ่ะ

เรื่องเส้นทางเราก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ไม่ไกลมากนะ อยู่ทางเดียวกับเขื่อนแม่งัดเลย ใกล้กว่าเขื่อนแม่งัดอีก ปัก google map ไปโลดดด ร้อนๆนี่แนะนำให้ไปเลยยยย อิอิอิ





คุณพี่คนในภาพไม่ใช่ญาติเรานะคะ หากคุณพี่มาเห็นต้องขอโทษและขออนุญาตมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ




ที่เห็นจับมือกันไกลๆ 3 คนนั่น คือ พี่สาวกับญาติเราเอง แลดูฉ่ำกันมาก 5555

จบละ แก่งกื๊ด first time ประทับใจนะ แนะนำๆ 

Singapore Day 3

อย่างที่บอกค่ะ วันนี้ท่อง universal studio ทั้งวัน เอาให้คุ้มค่าตั๋ว 62 SGD ที่ซื้อมาจาก china town ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่าข้าพเจ้าเป็นสายโหด ชอบเล่นเครื่องเล่นหวาดเสียวชวนอ้วกทุกชนิด

ตรงดิ่งจากทางเข้าจะเจอลูกโลกหมุนได้ สัญลักษณ์ของ universal ก็หยุดถ่ายรูปกันตามระเบียบค่ะ ตรงเข้าไปจะเป็นโซน holly wood ตรงนี้เป็นร้านขายของที่ระลึก มีร้านอาหารจีนด้วย โซนนี้เน้นถ่ายรูปอย่างเดียวค่ะ ไม่มีเครื่องเล่นอะไร พอถึงทางแยกเราต้องเลือกค่ะว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา มาครั้งที่แล้วเราเลี้ยวไปทางซ้ายค่ะ คราวนี้เลยขอเลี้ยวขวาก่อนบ้าง จากข้อสังเกตของเรานะคะ เลี้ยวซ้ายจะเป็นโซนของสายแบ๊ว เป็นโซน far far away เจ้าหญิงเจ้าชาย มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งกันไป แต่ถ้าเลี้ยวขวาผ่านโซน new york จะเป็นโซนที่ชื่อว่า sci-fi ค่ะ อันนี้ทางของสายโหด เครื่องเล่นหวาดเสียวจัดเต็ม !

อย่างที่บอกค่ะ เราสายโหด เลี้ยวขวามาก่อนเลย เครื่องเล่นเด่นๆที่แนะนำสำหรับสายโหดแบบห้ามพลาดเลยคือ roller coaster ค่ะ ก่อนเล่นต้องไปฝากของทั้งหมดที่ล็อกเกอร์ให้เหลือแต่ตัว ฝากฟรีค่ะ ที่นี่มี 2 สายคือสายสีน้ำเงินกับสายสีแดง สายทีแดงเค้าเรียกว่า human ค่ะ คือสายมนุษย์ อันนี้เล่นพอเสียวค่ะ เรากับพี่ชายไม่ได้คิดว่าโหดอะไรมากมาย แต่อีก 2 สาวที่ไปด้วยกันนั้นแทบอ้วก 5555 สายสีแดงนี้ยังมีฐานให้วางเท้าอยู่ค่ะ แถมไม่ได้เหวี่ยงแบบกลับหัวอะไรด้วย แค่โค้งมากและเร็วเฉยๆ คิวยาวและรอนานเล็กน้อย อีกสายเป็นสายสีน้ำเงินเรียกว่า cylon คือไม่ใช่มนุษย์ ส่วนตัวคิดว่าอันนี้แหละคือไฮไลท์ คุณค่าที่สายโหดคู่ควร ห้อยขากลางอากาศ กลับหัว 3 ตลบ มุดลอดพื้น เหวี่ยงเร็วและแรงมาก สะใจโคตรรรรร ! ไป universal แล้วไม่เล่นตัวนี้ถือว่าไปไม่ถึงนะพูดเลย !! สังเกตว่าสายนี้ไม่ค่อยมีคนเล่นค่ะ รอแปบเดียวได้เล่นเลย 5555  

เครื่องเล่นอีกตัวที่แนะนำคือ transformer ค่ะ อันนี้ก็จัดว่าห้ามพลาดเหมือนกัน จุดเด่นของเค้าคือระบบ 4D ค่ะ มีแว่นให้ใส่ขณะเล่น เราจะได้ขึ้นไปนั่งรถที่จะพาเราหลบหนีท่ามกลางสมรภูมิการต่อสู้ค่ะ ก็เหวี่ยงไปมาตามแบบเครื่องเล่น แต่ภาพที่เราได้เห็นผ่านระบบ 4D เป็นอะไรที่ควรค่าแก่การไปสัมผัสจริงๆเพราะมันสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจมาก

มาต่อกันที่โซน egypt ค่ะ ตัวนี้คิดว่าคล้ายๆ transformer เพียงแต่เปลี่ยนเป็นบรรยากาศจากหนังเรื่อง the mummy เท่านั้น ตัวนี้ต้องเล่นค่ะ จัดไปอย่าให้เสียเหมือนกัน

หลังจากเล่น egypt ก็กินข้าวในห้องอาหารโซน jurassic park ที่อยู่ใกล้ๆกันค่ะ ไม่แน่ใจว่าทุกโซนที่นี่จะมีห้องอาหารเป็นของตัวเองรึป่าว อันที่จริงโซน egypt มีห้องอาหารนะคะ แต่เป็นแนวอาหารแขก เพื่อนร่วมทริปของเราไม่ปลื้มเลยย้ายมากินที่โซน jurassic ค่ะ สั่งข้าวไก่ย่างกับอะไรสักอย่างคล้ายๆมัสมั่นไก่ไป ราคาชุดละ 11.5 SGD ถือว่าสูงแต่ก็เข้าใจว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ถึงอย่างนั้นก็ปริมาณสมราคานะคะ ได้เยอะแบบชุดเดียวอิ่มค่ะ มีของหวานเป็นเยลลี่ผลไม้ให้ด้วย เย็นๆหวานๆ ชื่นใจมากทีเดียว ;)

เครื่องเล่นหลักๆที่แนะนำว่าห้ามพลาดในฝั่งสายโหดก็มีเท่านี้ค่ะ ส่วนโซนสายแบ๊วแนะนำให้ไปดูหนัง 4D เรื่อง Shrek ที่โซน far far away เท่านั้นแหละค่ะ

เดินกันทั้งวันจนทั่วก็พอดดีกับเวลาปิดสวนสนุกพอดี เราตกลงกันว่าจะกลับไปหาอะไรกินแถวที่พักแล้วเข้านอนกันเลยเพราะเหนื่อยมาทั้งวันจริงๆ ที่สำคัญคือขาไปต่อไม่ไหวแล้วค่ะ ลากกันมากก T-T

ปล. ร้านใกล้ๆที่พักอร่อยใช้ได้ทีเดียวค่ะ สังเกตว่าบางร้านที่เป็นห้องอาหารแบบห้องแอร์ที่นี่ไม่ได้แพงเสมอไปนะคะ เช่นร้านที่เราทานวันนี้เป็นต้น ราคาแบบร้านอาหารแต่จานเสิร์ฟใหญ่มาก คือปริมาณคุ้มกับราคา เราไปกัน 4 คนสั่งมา 5 อย่าง ปรากฏว่าเหลือทั้งๆที่หิวมาก เพราะจานก็ใหญ่มากเช่นกัน เสียดายแต่ไม่ได้ห่อ ไม่รู้จะเอาไปทานต่ออีกมื้อยังไงค่ะ T-T

ปล. อีกที วันที่ 4 วันสุดท้ายขอไม่เขียนแยกโพสแล้วนะคะ เพราะตื่นมาก็ไปซ้ำข้าวมันไก่ร้านลุงที่ maxwell food center แล้วก็ขึ้น mrt ไปสนามบินเลย

Singapore Day 2

วันนี้ตื่นไม่เช้ามากค่ะ เพราะเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน แถมยังเพลียจากการเดินทางอีก กว่าจะออกเที่ยวก็ 9 โมง

ช่วงเช้าเราแพลนกันว่าจะเที่ยววัดใน china town นั่นแหละค่ะ ก่อนไปก็ต้องหาไรกินกันก่อน เดินไปที่ร้านดังของย่าน china town จากที่พักเลยค่ะ ไม่ไกลเลย ชื่อร้าน takpo เมนูเด่นๆที่เค้าขายก็มีโจ๊กกับติ่มซำค่ะ โจ๊กเฉยๆ แต่ติ่มซำที่สั่งมาอร่อยทุกอย่างเลยยย แนะนำให้จัดซาลาเปาไส้ไหลค่ะ ลาวาไข่แดงเยิ้มๆ ละลักเลยทีเดียวเชียว แนะนำให้ทานตอนร้อนๆนะคะ เพราะถ้าเย็นแล้วไส้ขะไม่ไหลค่ะ เสียรสชาติไปหน่อยนึง อีกตัวที่ไม่ควรพลาดคือพายหมูแดงค่ะ แป้งกรอบบบบ ไส้กลมกล่อม คือดีมากกกก ตั้งใจจะซื้อกลับบ้านด้วยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป แงงงงง

หลังจากมื้อเช้าอิ่มหนำดีแล้วเราก็ไปกันที่วัด tooth relic buddha temple หรือวัดพระเขี้ยวแก้ว อันนี้ก็เดินไปต่อเหมือนกันเพราะอยู่ใกล้ๆกันเลย วัดนี้ขาสั้นแขนกุดเข้าไม่ได้นะคะ แต่เค้ามีผ้าถุงให้ยืมฟรีค่ะ ไม่ต้องห่วง ส่วนวัดอื่นไม่รู้เหมือนกันค่ะ เราไปไหว้พระกันตามสเต็ปที่ชั้นล่าง ส่วนชั้น 4 เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระทนต์ของพระพุทธเจ้า เป็นที่มาของชื่อวัดนั่นแหละค่ะ พอไปไหว้ที่ชั้น 4 เสร็จก็เกือบจะกลับกันแล้วเชียว โชคดีที่เจอไกล์คนไทย เค้าบอกให้เดินขึ้นบันไดต่อไปที่ชั้น 5 ค่ะ ชั้นนี้มรสวนแล้วก็กงล้ออธิษฐานตามความเชื่อของธิเบต ไปสิงคโปร์มา 2 ครั้ง ไปไหว้พระที่วัดนี้ทั้ง 2 ครั้งแต่ไม่เคยรู้เลยว่ามีชั้น 5 เพราะลิฟต์มีถึงแค่ชั้น 4 เท่านั้น โชคดีมากที่เจอไกด์คนนี้ ขอบคุณมา ณ ที่นี่ด้วยค่ะ เดินขึ้นไปก็เจอสวนอย่างที่ไกด์บอก ร่มรื่นทีเดียวค่ะ ตรงกลางสวนเป็นอาคารที่ภายในมีกงล้ออธิษฐาน จะอธิฐานอะไรก็หมุนกงล้อวนไปค่ะ





รูปข้างบนคือชั้น 5 อันลึกลับของวันนี้ค่ะ ที่เห็นวางมืออยู่นั่นคือกงล้ออธิษฐานค่ะ 

หลังจากจบทัวร์วัดเราก็ไปทัวร์ห้างต่อค่ะ ถนน orchard อันเลื่องชื่อของขาช้อป พอขึ้นจาก mrt มาก็เชื่อมต่อกับห้างเลย และเป็นแบบห้างเชื่อมห้างด้วย ไม่ต้องออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันกันเลยทีเดียว หากจะมาช้อปที่สิงคโปร์ แบรนด์ที่พลาดไม่ได้จริงๆคือ charles and keith ค่ะ เพราะถูกกว่าที่ไทยมากๆ ส่วนตัวไม่ได้ซื้ออะไรแต่อีก 2 สาวจัดไปเบาๆกระเป๋ากับแว่นตาค่ะ เดินห้างอยู่ 2-3 ชั่วโมงก็ไปถ่ายรูปกันต่อที่ merlion ตัวน้อยที่ยืนพ่นน้ำเป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ค่ะ ลง mrt สถานี raffles place แล้วต้องเดินต่ออีกพักนึงเลยทีเดียว ช่วงที่เราไปถึงประมาณบ่าย 4 โมง แดดร้อนมากกกก แต่ก็ถ่ายรูปออกมาสวยมากเช่นกันเพราะว่าแสงดี หลังจากแชะภาพเป็นที่ระลึกเสร็จก็เดินข้ามฝากโดยผ่านสะพาน helix ไปเพื่อไปดู super trees ที่ gardens by the bay เป็นการเดินที่ไกลมากกกก ร้อนมากกกก พอเข้าห้างเท่านั้นแหละ สวรรค์ ! ขอบคุณผู้ประดิษฐ์แอร์คอนดิชั่นมา ณ ที่นี้ค่ะ นั่งตากแอร์ทานข้าวเย็นกันสักพักก็รีบไปจับจองที่เพื่อดูการเล่นไฟของ super trees แนะนำให้ไปก่อนเวลาแสดงสักครึ่งชั่วโมงนะคะเพราะควรจะไปจองที่นอนใต้ต้น super trees ค่ะ เพราะถ้าไปช้าจะไม่มีที่ให้นอนดูค่ะ ต้องนอนกับพื้นเลย ที่นี่ทุกอย่างตรงเวลาค่ะ พอถึงเวลาปุ๊ปก็เริ่มแสดงปั๊ป




รูปข้างบนคือโฉมหน้าเพื่อนร่วมทริปค่ะ ขาดคนถ่ายไป 1 คน ที่นั่งอยู่คือใต้ต้น super trees นะคะ จองที่ก่อน ถ้าไปช้าจะได้นอนพื้นที่คนเดินๆกันอยู่ที่เห็นในรูปค่ะ ที่นั่งนี้กว้างทีเดียวค่ะ อย่างที่บอกว่านอนได้เลย




รูป super trees ใกล้เวลาแสดงค่ะ ตึกที่เห็นมุมซ่้ายคือโรงแรมมาริน่าเบย์รูปเรือใบที่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่นไฟร่วมกับ super trees ด้วยค่ะ




รูป super trees แบบโคลสอัพค่ะ จะเริ่มเล่นไฟกันแล้ว สวยงามทีเดียวค่ะ ที่สำคัญคือทั้งหมดนี้ฟรีค่ะ ดูฟรี ใครมีโอกาสไปสิงคโปร์แนะนำว่าไม่ควรพลาดนะคะ ถือว่าเป็นของฟรีที่มีคุณภาพทีเดียว :)

ดู super trees จบก็ขอแก้มือจากเมื่อวานที่ไปดูน้ำพุแล้วไม่เห็นการแสดงอะไรเลย มีแต่น้ำกระเด็นใส่หน้า วันนี้เราเลยไปปักหลักกันที่อีกฝั่งของแม่น้ำโดยหวังว่าจะเห็นการแสดงแบบชัดเจน แต่สรุปคือ fail เหมือนเดิมค่ะ เพราะระยะมันไกลเกินไป เห็นไม่ค่อยชัด ฟังก็ไม่ค่อยถนัด สรุปคืองงว่าไอ้การแสดงน้ำพุตัวนี้มันต้องไปปักหลักดูตรงส่วนไหนกันแน่ -_-

เพื่อลดความ fail ต้องกินค่ะ กินๆๆๆ เราไปหาอะไรกินที่ตลาดโต้รุ่งซึ่งที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องสะเต๊ะ จัดไปอย่าให้เสียค่ะ แต่เห็นราคาแล้วแอบสะดุ้ง ชุดสำหรับ 2 คน ราคา 39 SGD ประมาณ 900 บาทไทย มีกุ้งเผาและสะเต๊ะเนื้อกับสะเต๊ะไก่ค่ะ ก็อร่อยอยู่นะคะ รสชาติติดจะหวาน ชอบสะเต๊ะไทยมากกว่าค่ะ ถูกกว่าเยอะด้วยประเด็น 5555555

อิ่มหนำสำราญแล้วก็กลับไปนอนค่ะ วันนี้อาการเมื่อยเริ่มสำแดงเดช ระบมกันถ้วยทั่วทุกตัวคนเลยทีเดียว พรุ่งนี้ยิ่งโหดค่ะ เพราะแพลนไป universal studio เดินทั้งวันแน่นอน 




Singapore Day 1

จากโพสที่แล้วที่เครื่องดีเลย์ไป 7 ชั่วโมง ขอบอกว่าแผนพังค่ะ พังหมดไม่เหลือชิ้นดี ไม่เหลืออะไรเลยยยย แหลกสลายลงไปกับตาาาา ปราสาททรายในสายฝนเลยค่ะ

จากเดิมที่วางแผนว่าจะถึงที่พักประมาณบ่ายโมงกลายเป็นว่ากว่าจะถึงก็ปาเข้าไปสองทุ่ม กว่าจะเอาของไปเก็บเสร็จออกมากินข้าวก็ดึกแล้วค่ะ สรุปวันนั้นเลยได้แค่นั่ง mrt ไปดูวิวและการแสดงแสงสีเสียงของน้ำพุที่ marina bay เราไปนั่งฝั่งเดียวกับการแสดงน้ำพุค่ะ คือนั่งหลังน้ำพุที่แสดง ไม่เห็นอะไรเลยค่ะ สรุปคือวันนี้มีแต่เรื่อง fail จริงๆ

จะมีดีบ้างก็ตรงที่พักกับร้านข้าวมันไก่นี่แหละค่ะ

เริ่มกันที่ๆพักก่อน ทริปนี้มีแต่คนหนุ่มสาว ชาย1 หญิง3 เราจึงเน้นเที่ยวแบบ backpacker ซึ่งหาความสบายมิได้ ฮ่าาาาาาาาาาา ที่พักจึงตกลงกันว่าจะพักแบบ hostel ซึ่งราคาจะถูกกว่าพักโรงแรม แต่ก็แล้วแต่ที่นะคะ บางโรงแรมเก่าๆ เดินทางลำบาก แต่ราคาถูกก็มี

Hostel ที่เราพักนี้ชื่อว่า Beary Best Hostel ค่ะ จุดแข็งอย่างแรงของที่นี่คือสถานที่ค่ะ อยู่ย่าน china town ที่คึกคักและเด่นเรื่องของกิน (อันนี้ประเด็นหลัก ฮี่ฮี่) เดินทางสะดวกมากกกกก (ก. ไก่ล้านตัว) เพราะขึ้นจาก mrt สาย china town ทางออก F ข้ามถนนมาจึ๋งนึงก็ถึงที่พักเลย อันนี้ดีงามมากจริงๆ เพราะการเที่ยวแบบ backpacker นั้น ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องที่ลำบากที่สุดคือการแบกสัมภาระ เพราะฉะนั้นที่พักยิ่งเดินทางสะดวกยิ่งดีค่ะ เพราะจะได้ไม่ลำบากแบกสัมภาระมาก

หาเสียหายที่จ่ายไปคือคนละพันนิดๆต่อคืน ไม่ได้ถูกมากมายอะไรเพราะเราเลือกพักแบบนอนห้องละ 2 คน 2 ห้อง จะมีคืนสุดท้ายที่นอนรวมกัน 4 คนเพราะห้องไม่ว่าง เราจองช้าไปค่ะ คืนสุดท้ายต้องขนกระเป๋าไปนอนชั้น 4 ไต่บันไดขึ้นไป เหนื่อยมากกก ทาง hostel ไม่มีลิฟต์อยู่แล้วค่ะ อันนี้ทำใจไว้อยู่แล้ว ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวม มี 2 โซนในแต่ละชั้น คือห้องโซนแรกเป็นห้องน้ำหญิง อีกโซนเป็นห้องน้ำรวม เข้าได้ทั้งหญิงและชาย แต่เท่าที่อยู่มา 3 คืน เหมือนห้องน้ำจะแยกหญิงชายไปโดยปริยายเลยค่ะ คือผู้หญิงก็เข้าแต่ห้องน้ำหญิง ไม่เห็นใครไปเข้าฝั่งห้องน้ำรวมนะ ฝั่งนั้นเลยกลายเป็นห้องน้ำชายไป เรื่องความสะอาดก็โอเคนะคะ ไม่ได้สกปรกอะไร อยู่ในสภาพใช้การได้ สตาฟดูแลดีอยู่ค่ะ

รูปข้างล่างคือที่พักตลอดการเดินทางนี้นะคะ เครดิตตามภาพเลยค่ะ ไม่ได้ถ่ายมา





ต่อไปจะรีวิวร้านข้าวมันไก่ที่ maxwell food center ค่ะ ฟู๊ดเซ็นเตอร์นี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยและราคาไม่แรง (ถึงไม่แรงแต่ก็เรตสิงคโปร์แหละค่ะ เมืองที่ขึ้นชื่อว่าค่าครองชีพสูงระดับต้นๆของโลก -_-) ชื่อร้านอะไรจำไม่ได้ แต่เป็นร้านแรกใกล้กับทางเข้าเลยค่ะ เลยร้าน tian tian ไปไม่กี่คูหา จริงๆข้าวมันไก่ที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือร้าน tian tian นะคะ แต่คืนที่ไปถึงเราหิวกันมากกกก และนี่ก็เป็นร้านแรกที่เจอ ลุงเจ้าของร้านพูดไทยใส่อีก เป็นคนสิงคโปร์ที่พูดไทยเก่งมาก คล่องมาก ชัดมาก เราเลยกินร้านนี้เลย แล้วก็ไม่ผิดหวังค่ะ อร่อยมากจริงๆ ตอนนั้นคิดว่าเพราะกิวมากเลยอร่อย แต่วันที่จะกลับไทยไปกินกันอีกรอบก็ยังอร่อยเหมือนเดิม เลยสรุปว่าร้านนี้อร่อยจริงค่ะ ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะวันแรกที่ไปหิวมากกก ส่วนวันสุดท้ายที่กลับก็รีบมากกกก 55555555 
ลุงจะถามเรานะคะว่าจะสั่งแยกเป็นจานๆหรือสั่งไก่จานใหญ่แล้วแยกข้าวมากินด้วยกัน แนะนำแบบหลังค่ะ ถูกและได้เยอะ ลุงจะคำนวนให้เราเองค่ะว่ากี่คนเหมาะกับไก่ประมาณไหน ราคาก็จะต่างไปตามจำนวนคน สังเกตว่าคนละ 5 เหรียญนะคะ ไปกิน 2 ครั้ง ราคานี้ทั้ง 2 ครั้ง แนะนำค่ะ  

ปล. ร้าน tian tian อร่อยจริงมั้ยไม่รู้นะคะเพราะไม่ได้ลอง แหะแหะ



รีวิวสยามแอร์ไปสิงคโปร์

หายไปนานหลายวัน ไปเที่ยวมาค่ะเลยไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรเลย เพิ่งกลับมาเมื่อวาน ถึงคอนโดช่วงบ่ายๆได้ หลับเป็นตายเหมือนถูกทุบหัว ทริปนี้ไปเที่ยวสิงคโปร์มา 4 วัน 3 คืน บินกับสายการบินสยามแอร์ ซึ่งจะเป็นครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย !

(ครั้งนี้เป็นการเดินทางไปสิงคโปร์รอบที่ 3 ค่ะ คงพอแล้วสำหรับประเทศนี้ ถ้าไม่มีอะไรใหม่ๆสร้างขึ้นแล้วดึงดูดให้ไปอีกนะคะ ฮ่าๆๆๆ)

อันนี้โทษตัวเองล้วนๆ เห็นแก่ของถูก ไป-กลับ 3,000 บาท รวมน้ำหนักกระเป๋า 15 กิโล แถมเวลาบินยังดีมากกกกก คือถึงสิงคโปร์ช่วงเช้าทำให้มีเวลาเที่ยวอีกทั้งวัน นั่งคิดก็แล้ว นอนตะแคงคิดก็แล้ว เอาเท้าก่ายหน้าผากคิดก็แล้ว ยังไงก็น่าจะลองเสี่ยงดูสักตั้งล่ะเอ้า !
แล้วเป็นไงล่ะคะ ขาไปดีเลย์ไป 7 ชั่วโมงค่ะ ทางสายการบินแจ้งว่าเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มาเก๊า เอ้าาา งงล่ะสิ จะบินไปสิงคโปร์แล้วมาเก๊ามาเกี่ยวอะไรด้วย คืองี้ค่ะ เท่าที่ทราบมา สายการบินมีเครื่องบินทั้งหมด 4 ลำ ใช้บินไปบินมาอยู่แถวนี้แหละ รูทส่วนใหญ่ก็ไปจีน ละก็มีสิงคโปร์กับมาเก๊า
ทีนี้ เมื่อเครื่องมีน้อยและใช้บินวนไปวนมา เมื่อเครื่องดีเลย์อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งก็จะทำให้ดีเลย์ตามๆกันไปเป็นลูกโซ่เพราะต้องใช้เครื่องต่อกันนั่นเอง

ขาไปล่อ 7 ชั่วโมงใสๆ ขากลับก็ใช่เล่นค่ะ ชั่วโมงครึ่งเบาๆ แต่อีขากลับนี่แหละมีเหตุให้ระทึก คือสายการบินสยามแอร์นี่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องเดียวกับสายการบินโอเรี้ยนท์ไทย ใช่ค่าาา ที่เครื่องตกที่ภูเก็ตนั่นแหละค่ะ T-T

ความรู้สึกแรกที่ขึ้นไปบนเครื่องทั้งขาไปและขากลับ สัมผัสได้เลยว่าเครื่องเก่ามากกกกก (ก. ไก่ล้านตัว) เก่าขนาดไหนน่ะรึ ก็ชนิดที่ว่าขาไปที่นั่งอิชั้นติดริมหน้าต่างและมีแสงแดดเจิดจ้ามาอยู่เป็นเพื่อน แต่หน้าต่างเครื่องบินมันปิดลงไม่ได้เพราะเก่านั่นแหละค่ะ เคบินที่น่าจะเคยขาวๆในอดีต สภาพที่เห็นคือเหลืองน่ะค่ะ เหลืองเพราะผ่านกาลเวลามาอย่างโชกโชน

มาต่อกันที่ความระทึกขากลับค่ะ มันเริ่มแปลกๆตั้งแต่เอาแอร์ฝึกงานขึ้นเครื่องมาต้อนรับผู้โดยสารละ ที่รู้ว่าเป็นแอร์ฝึกงานเพราะตอนขึ้นเครื่องพนักงานคุยกันเป็นภาษาไทยค่ะ แอร์รุ่นพี่ยืนสอนและกำกับน้องอยู่ รวมทั้งเครื่องแบบที่ใส่ก็ต่างกันด้วยค่ะ และขณะที่แอร์ฝึกงานสาธิตการใช้อุปกรณ์เซฟตี้ เธอสาธิตไม่ตรงกับที่แอร์อีกคนกำลังพูดด้วยค่ะ มือก็สั่น คงจะตื่นเต้น น่าเห็นใจ ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่น่าให้ขึ้นบินค่ะ อีกเรื่องคือสังเกตเห็นว่าบริเวณที่นั่งด้านหน้าสุดของเครื่องติดกับห้องนักบิน มีช่าง maintenance เครื่องขึ้นมากับเที่ยวบินนี้ด้วยค่ะ ที่ทราบเพราะช่างใส่ชุดและตราบริษัทที่บอกตำแหน่งอยู่ นาทีนั้นรู้สึกสงสัยอย่างแรงว่าทำไมช่างต้องขึ้นมาด้วย พอใกล้จะถึงดอนเมือง ช่วงที่จะเอาเครื่องลง รู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเครื่องส่ายหนักมาก โชคดีที่สุดท้ายแล้วเครื่องแตะรันเวย์อย่างปลอดภัย งานนี้ขอชมนักบินนะคะว่าขนาดเครื่องส่ายยังสามารถเอาเครื่องลงได้นิ่มพอสมควรเลยทีเดียว พอถึงดอนเมืองก็ถึงบางอ้อเรื่องช่างค่ะ เพราะหลังจากที่ผู้โดยสารลงจากเครื่องหมดแล้ว ช่างก็ไปสำรวจบริเวณไอพ่นที่ปีกเครื่องทันที ตรงนี้เห็นจากกระจกเมื่อเดินขึ้นมายังตัวอาคารแล้วค่ะ งานนี้รู้เรื่องค่ะว่าเครื่องมีปัญหาแต่ก็ยังเสี่ยงบิน เหตการณ์นี้เข้ากันกับสถานณการณ์ที่เครื่องดีเลย์ตอนอยู่สิงคโปร์ด้วยค่ะ เพราะตอนนั้นเห็นแล้วว่าเครื่องมาถึงสนามบินตั้งนานแล้วแต่ไม่ยอมให้ผู้โดยสารขึ้นจนดีเลย์ไปชั่วโมงครึ่ง เดาว่าคงเช็คเพราะเครื่องมีปัญหานั่นแหละค่ะ

จบสำหรับการรีวิวสยามแอร์ค่ะ บอกเลยว่าระทึกหนักมาก ครั้งแรก ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายจริงๆ !

น่านไง ไปกันเถอะ :)

ถ้าถามว่ารักจังหวัดไหนที่สุดก็ต้องตอบว่าเชียงใหม่เพราะเป็นบ้านเกิด เคยสั่งเสียกับคนที่บ้านว่า ชีวิตนี้ถ้าเกิดเหตุให้ต้องตายที่อื่นที่ใดที่ไม่ใช่เชียงใหม่ ขอร้องว่าให้นำศพเรากลับบ้านให้ได้

จังหวัดหนึ่งที่ชอบไปแบบไม่เบื่อ ถือว่ารักรองจากเชียงใหม่ เคยเขียนถึงแล้วคืออัมพวา คราวนี้ถึงตาน่านบ้างแล้ว อัมพวากับน่านนี่จะบอกว่าเลือกไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ว่าชอบที่ไหนมากกว่ากัน แต่มีโอกาสได้ไปอัมพวามากกว่าเพราะเดินทางสะดวกและไปง่ายกว่าน่านมาก

ว่ากันว่าน่านเป็นจังหวัดที่ต้องตั้งใจไปเพราะไม่ใช่ทางผ่านไปจังหวัดใหญ่ๆจังหวัดไหนเลย ประการนี้เห็นด้วยอย่างมาก เพราะจากการเดินทางไปน่าน 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งเกิดจากความตั้งใจไปหาล้วนๆ ไม่มีคำว่าผ่านมาเลยแวะหาแต่อย่างใด

ครั้งแรกที่ไปน่านใช้เวลา 2 วัน 1 คืนในตัวอำเภอเมือง ขอบอกว่าน่านเป็นเมืองที่เงียบและสงบมากกกกกก (ก. ไก่แปดแสนล้านตัว) จำไดว่าตอนเย็นจะหาอะไรกิน เวลาแค่ประมาณ 4 โมงเย็น ทุกร้านพากันพร้อมใจปิดหมด ไม่ทราบว่าปิดร้านกันเวลานี้หรือเพราะวันที่ไปนั้นเป็นวันเสาร์อาทิตย์ พอตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ เกิดกระสันต์อยากจะดื่มกาแฟ แน่นอนว่าตื่นเช้าไป กว่าร้านกาแฟจะเปิดจำได้ว่าปาเข้าไป 10 โมง แนะนำเลยว่าหากใครอยากจะสัมผัสความสโลว์ไลฟ์ ไม่ต้องไปไหนไกล น่านรอคุณอยู่

สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองน่าน แนะนำว่าให้ไปวัดภูมินทร์ที่ทุกคนที่ไปเยือนน่านต้องไปกัน อารมณ์ว่าถ้าไปถึงน่านแล้วไม่ไปวัดภูมินทร์ถือว่าไปไม่ถึงน่าน ในวัดมีรูปเขียนฝาผนัง 'กระซิบรักบันลือโลก' ดูแล้วประทับใจในความเก่าโบราณที่ยังสามารถดำรงอยู่มาได้ถึงปัจจุบันนี้ บริเวณใกล้เคียงวัดภูมินทร์ก็มีวัดอื่นๆมากมายกระจายตัวอยู่ใกล้ๆ ส่วนนี้เป็นส่วนที่คล้ายเชียงใหม่คือวัดติดวัด จะเข้าวัดไหนก็สวยทั้งนั้น 

ส่วนสถานที่ๆประทับใจที่สุดในครั้งแรกกับน่านนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน สถานที่แห่งนี้เป็นคุ้มเจ้าหลวงเก่า ตัวอาคารสวยมากกกกกก สถานที่แห่งนี้เคยมีกองถ่ายละคร 'รอยไหม' มาถ่ายทำด้วย (ชื่อละครเรื่องนี้ห้ามผวนคำเด็ดขาด !!! ;P) ภายในพิพิธภัณฑ์มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับจังหวัดน่าน ส่วนไฮไลท์ก็ต้องเป็นงาช้างดำที่พลาดไม่ได้ต้องแวะดู ตอนนั้นจำได้ว่างาช้างดำตั้งอยู่ในส่วนจัดแสดงชั้นสอง แนะนำว่าหากจะไปควรโทรไปสอบถามล่วงหน้าก่อนว่ามีส่วนไหนปิดปรับปรุงรึเปล่าจะได้ไม่เสียเที่ยว

ครั้งแรกจบไปกับเสาร์อาทิตย์ในตัวเมือง ส่วนน่านครั้งที่สองก็ตามมาไม่นาน ครั้งนี้เราข้ามตัวเมืองไป จุดหมายปลายทางอยู่ที่ดอยเสมอดาว ตอนที่ไปนั้นเป็นวันธรรมดาและยังไม่เข้าฤดูหนาวแบบเต็มตัว นักท่องเที่ยวจึงยังไม่มาก แต่บรรยากาศและความงดงามให้เต็มร้อย เข้าใจแล้วว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อว่าดอยเสมอดาว เพราะเสมอดาวจริงๆ เวลากลางคืนคุณจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาวในทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับจะถูกกลืนหายไปด้วย กิจกรรมบนยอดดอยก็คือนอนดูดาวห่มลมหนาวก่อนจะกลับลงมาด้วยความอิ่มใจ


นี่คือ 2 ครั้งที่ได้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดนี้ หวังว่าคงจะมีครั้งที่ 3 ตามมาเพราะตอนนี้คิดถึงน่านแล้ว :D





ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ชอบที่ไหนมากที่สุด?

คำถามจั่วหัวข้างต้นเป็นคำถามที่เราชอบมากกก ชอบถามทุกคนที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติพี่น้อง
เอาเป็นว่าใครที่อยู่ในชีวิตเราจะต้องผ่านการถูกถามด้วยคำถามนี้กันทุกคน

คำตอบพร้อมเหตุผลที่ได้ก็มักจะหลากหลายแตกต่างกันออกไป โดยส่วนตัวแล้วเราเกิดกลางจังหวัดที่มีภูเขาล้อมรอบ เชียงใหม่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะที่ถูกล้อมด้วยภูเขา ในหน้าแล้งจะเห็นจากข่าวทุกปีว่ามีปัญหาหมอกควันซึ่งเกิดจากการเผาป่าแล้วควันนั้นมันก็ไม่ไปไหน รมคนในจังหวัดนั่นแหละค่ะ 

ชอบภูเขาถ้าเป็นหน้าหนาวที่เชียงใหม่ จำได้ว่าสมัยเรียนดึกๆดื่นๆชอบแว๊นมอไซกับเพื่อนไปขึ้นดอยสุเทพ จุดชมวิวที่ 1 เป็นอะไรที่ไม่ไกลมากสำหรับมอไซ ที่นั่นคุณจะเห็นดาวบนดินหรือแสงไฟในตัวเมืองเชียงใหม่ ดูสวยงามและแสนไกลในเวลาเดียวกัน หากโชคดีฟ้ากระจ่าง คุณก็จะเห็นดาวบนฟ้าเป็นกำไร 2 ชั้น สาเหตุที่ชอบขึ้นไปบนนั้นเพราะในชั่วขณะหนึ่ง เราจะรู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของใครหรืออะไรเลย ทั้งชีวิตและจิตใจถูกกันออกจากทุกอย่าง ณ ขณะนั้น อาจจะเรียกได้ว่าเราเป็นอิสระที่สุดในชีวิต แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีคนมาผูกคอตายที่จุดชมวิวนั้น เอาเป็นว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ขึ้นไปอีกเลย ฮาาาาาา T-T

เกิดที่ภูเขา ชอบภูเขาปานกลาง แต่กลับได้ไปทะเลบ่อยที่สุด เรื่องนี้มันก็มีสาเหตุมาจากว่าพี่สาวมาเรียนและทำงานที่กรุงเทพหลายสิบปี และสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพส่วนมากก็เป็นทะเลทั้งนั้น ช่วงหลายปีมานี้จึงได้ไปทะเลปีละไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ถ้าถามว่าชอบทะเลรึเปล่า ค่อนข้างมีคำตอบชัดเจนว่าไม่ค่อยชอบ เหตุเพราะทะเลมันร้อนและเหนียวตัวในเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนนั้นทะเลก็ดูน่ากลัว เหมือนจะมีอสุรกายอยู่ใต้น้ำพร้อมโผล่ขึ้นมากวาดสิ่งที่อยู่บนฝั่งลงทะเลไปให้หมด

สถานที่ๆชอบที่สุดจริงๆคือแม่น้ำ ชั่วชีวิตฝันว่าอยากมีบ้านริมน้ำ แถมยังโลภจะเอาแม่น้ำใหญ่ๆอย่างแม่น้ำบางปะกงหรือแม่น้ำแม่กลอง ถ้าเป็นคลองไม่เอา ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบแม่น้ำที่สุด แต่ตั้งแต่จำได้ สถานที่ๆไปแล้วไม่เคยเบื่อเลยคืออัมพวา เรารักที่จะนอนในบ้านไม้ริมคลองหลังเล็กๆ มองดูสายน้ำไหลเอื่อยๆ ณ สถานที่นั้นสวยทั้งเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน 
ระยะหลังมานี้ได้มาเฝ้าครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ชอบแม่น้ำมากกว่าอะไรทั้งหมด บางทีอาจจะเป็นเพราะเวลาได้อยู่ริมน้ำ เรารู้สึกเหมือนอยู่ระหว่างความจริงกับความฝัน จริงที่ได้อยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น และฝันถึงวันเวลาเก่าๆของวิถีชีวิตริมน้ำที่ไม่มีวันหวนคืน พูดไปก็คงไม่มีใครเข้าใจ เพราะสิ่งที่มันคงเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ที่แต่ละคนชื่นชอบไม่เหมือนกัน 

ปล. เพลงโปรดเถิดดวงใจของทูล ทองใจ เป็นเพลงที่ต้องฟังทุกครั้งเวลาไปพักที่บ้านริมน้ำ อันนี้ก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน จะเรียกว่าเป็นความโรแมนติกส่วนตัวหรือความอ่อนไหวก็ได้ทั้งนั้น 



ไหว้ย่านาค ปล่อยปลา ที่วัดมหาบุศย์ (ฉบับมึนและโฮ T-T)

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปไหว้ย่านาคที่วัดมหาบุศย์ พระโขนง
สถานที่หาไม่ยาก ตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท 77 หรือซอยอ่อนนุชนั่นเอง
พอเลี้ยวเข้าสุขุมวิท 77 ให้สังเกตสะพานลอยคนข้าม 
วัดมหาบุศย์ตั้งอยู่ตรงสะพานลอยที่ 2 พอดี

วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงคือตำนานย่านาคแห่งพระโขนงอันโด่งดัง 
ว่ากันว่าหากจะมาขอพรย่านาค ให้ขอท่านในเรื่องของความรักหรือเรื่องการเกณฑ์ทหาร
ใครไม่อยากให้ลูกหลานหรือคนรักติดทหารให้ลองมาขอย่านาคดู

นอกจากศาลย่านาคแล้ว ในบริเวณเดียวกันมีซุ้มหมอดูมากมาย 
มีทั้งดูไพ่ ดูลายมือ ดูตำราพรหมชาติ กะด้วยสายตาคร่าวๆน่าจะหลายสิบเจ้าเลยทีเดียว
โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ดูและไม่ทราบว่าเจ้าไหนแม่นหรือไม่แม่น
หากจะดูแนะนำให้ดูจากคิว คิวไหนยาวคิวนั้นก็น่าจะแม่นนะคะ :P

ก่อนกลับแวะไปปล่อยปลาริมคลองพระโขนง วันนี้น้ำในคลองอยู่ในสภาพที่โอเคกว่าเดิมมาก
จำได้ว่าครั้งที่แล้วที่มาน้ำเน่ามากกกกกก เน่าจนสงสัยว่าหากปล่อยปลาลงไป ปลาจะสำลักน้ำเน่าตายรึเปล่า แทนที่จะได้บุญกลัวว่าจะได้บาปมาโดยไม่รู้ตัวแทน 
แต่คราวนี้ด้วยความที่น้ำใสพอประมาณ เลยตัดสินใจซื้อปลามาปล่อย ครั้งที่เป็นครั้งแรกที่มาปล่อยปลา ณ วัดแห่งนี้ 

จัดการซื้อปลาและปล่อยลงคลองเสร็จสรรพ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นคุณน้าคนหนึ่งนั่งอยู่ในเรือ ในมือมีกระชอนขนาดย่อมกำลังช้อนปลาเล็กปลาน้อยที่นักท่องเที่ยวปล่อยลงไป กวาดสายตาไปบริเวณรอบๆก็ได้เห็นว่ามีการนำตาข่ายมาขึงไว้ แน่นอนว่าปลาที่ปล่อยไปไม่มีทางไปไหนได้เพราะติดตาข่าย 
ความรู้สึกตอนนั้นคืออึ้งทึ่งตะลึง ได้แต่โทษตัวเองว่าไม่รู้จักสังเกตสังกาให้ดีก่อน ถ้าเห็นตั้งแต่แรกก็จะไม่ซื้อปลามาปล่อยเด็ดขาดเพราะปลาไม่ได้รับอิสระแต่อย่างใดเลย 

เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่เดินอย่างหมาหงอยกลับมาที่รถ ทันใดนั้น!!! 
ตรงบริเวณที่เป็นที่จอดรถซึ่งอยู่ริมคลอง มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งกำลังปล่อยปลาอยู่ 
ณ จุดๆนี้เลยเดินไปดูใกล้ๆ พบว่าถ้านำปลามาปล่อยที่นี่จะไม่มีใครมาจับปลาแต่อย่างใด แถมยังไม่มีตาข่ายกั้นอีกด้วย อารมณ์ตอนนั้นคือเฟลมากกกกกก แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเพราะไม่รู้จริงๆ
หลังจากครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยปลาลงคลองเล็กๆอีกแล้ว เพราะเคยไปปล่อยปลาลงแม่น้ำแม่กลองที่วัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ มั่นใจได้ว่าปล่อยลงไปแล้วไม่มีใครตามไปจับกลับมาขายได้แน่เพราะอันตรายมาก 

หากใครอยากปล่อยปลาแนะนำด้วยใจจริงว่าอยากให้ไปหาปล่อยในวัดที่อยู่ติดแม่น้ำใหญ่ เพื่อความมั่นใจว่าปลาที่เราปล่อยไปจะได้รับอิสระจริงๆ 

ปล. วันที่เจอเหตุการณ์นี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมัวแต่อึ้ง T-T 
ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000121184






สถานตากอากาศบางปู ไปดูนกนางนวล


ปีนี้เป็นปีที่สามติดต่อกันที่ได้มีโอกาสมาดูนกนางนวลที่สถานตากอากาศบางปู ได้เดินไปตาม 'สะพานสุขตา' ไปจนถึง 'ศาลาสุขใจ' 
ระหว่างทางเดินบนสะพานที่ทอดยาวเต็มไปด้วยนกนางนวลหลายพันตัวที่อพยพหนีหนาวมาจากไซบีเรีย นักท่องเที่ยวจำนวนมากพากันมาให้อาหารนก ณ สถานที่แห่งนี้


มองดูนกไป ในใจก็พาลคิดไปว่านกพวกนี้ช่างน่าอิจฉา มีทั้งอิสระเสรีและกำลังวังชาในการออกเดินทางมาไกลขนาดนี้
ปกตินกนางนวลจะอพยพหนีหนาวมาในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ปีนี้ถือว่านกมาช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขียนบันทึกนี้คือเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังมีนกจำนวนมากที่ยังไม่กลับไซบีเรีย ไม่แน่ใจว่าปีหน้าพวกเขาจะมากันช่วงเดือนไหน แต่ที่แน่ๆจะพายายมาดู :)


คิดถึงปีที่แล้วตอนที่เข้าไปในตัวอาคาร 'ศาลาสุขใจ' ตอนนั้นมีโอกาสได้เห็นคุณตาคุณยาย คุณลุงคุณป้ามาเต้นลีลาศกันที่บริเวณลานในตัวอาคาร เพลงที่เปิดเป็นเพลงลูกกรุงในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งเป็นผู้ดำริให้สร้างสถานตากอากาศบางปูแห่งนี้ 
น่าเสียดายที่ปีนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นลีลาศเพราะมาตั้งแต่หัววันเกินไป เห็นว่ากิจกรรมนี้จะมีทุกวันเสาร์เวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น 
แนะนำว่าให้มาช่วงเย็นๆประมาณ 5 โมงไปเลยเพราะส่วนที่ดูนกนางนวลและให้อาหารเป็นพื้นที่กลางแจ้ง อากาศจะร้อนมาก ไม่ควรมาช่วงกลางวันเด็ดขาด 
ขากลับเดินผ่านบริเวณป่าชายเลน น่าเสียดายอีกแล้วที่ปีนี้ไม่ได้เห็นปลาตีนกับปูราชินีเพราะน้ำยังไม่ลด ปีที่แล้วมาตอนประมาณ 5 โมงเย็นเป็นช่วงน้ำลดพอดีเลยมีโอกาศได้เห็น




สรุปว่าปีนี้กลับไปด้วยความเฟลเล็กน้อยที่อะไรๆดูเหมือนจะไม่พอดีสักอย่าง แต่ไม่เป็นไร ปีหน้าจะมาหาใหม่นะเจ้านกนางนวล :)

 
Multiverse Blog Design by Ipietoon