Showing posts with label thaisites. Show all posts
Showing posts with label thaisites. Show all posts

น่านไง ไปกันเถอะ :)

ถ้าถามว่ารักจังหวัดไหนที่สุดก็ต้องตอบว่าเชียงใหม่เพราะเป็นบ้านเกิด เคยสั่งเสียกับคนที่บ้านว่า ชีวิตนี้ถ้าเกิดเหตุให้ต้องตายที่อื่นที่ใดที่ไม่ใช่เชียงใหม่ ขอร้องว่าให้นำศพเรากลับบ้านให้ได้

จังหวัดหนึ่งที่ชอบไปแบบไม่เบื่อ ถือว่ารักรองจากเชียงใหม่ เคยเขียนถึงแล้วคืออัมพวา คราวนี้ถึงตาน่านบ้างแล้ว อัมพวากับน่านนี่จะบอกว่าเลือกไม่ถูก ตัดสินใจไม่ได้ว่าชอบที่ไหนมากกว่ากัน แต่มีโอกาสได้ไปอัมพวามากกว่าเพราะเดินทางสะดวกและไปง่ายกว่าน่านมาก

ว่ากันว่าน่านเป็นจังหวัดที่ต้องตั้งใจไปเพราะไม่ใช่ทางผ่านไปจังหวัดใหญ่ๆจังหวัดไหนเลย ประการนี้เห็นด้วยอย่างมาก เพราะจากการเดินทางไปน่าน 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งเกิดจากความตั้งใจไปหาล้วนๆ ไม่มีคำว่าผ่านมาเลยแวะหาแต่อย่างใด

ครั้งแรกที่ไปน่านใช้เวลา 2 วัน 1 คืนในตัวอำเภอเมือง ขอบอกว่าน่านเป็นเมืองที่เงียบและสงบมากกกกกก (ก. ไก่แปดแสนล้านตัว) จำไดว่าตอนเย็นจะหาอะไรกิน เวลาแค่ประมาณ 4 โมงเย็น ทุกร้านพากันพร้อมใจปิดหมด ไม่ทราบว่าปิดร้านกันเวลานี้หรือเพราะวันที่ไปนั้นเป็นวันเสาร์อาทิตย์ พอตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ เกิดกระสันต์อยากจะดื่มกาแฟ แน่นอนว่าตื่นเช้าไป กว่าร้านกาแฟจะเปิดจำได้ว่าปาเข้าไป 10 โมง แนะนำเลยว่าหากใครอยากจะสัมผัสความสโลว์ไลฟ์ ไม่ต้องไปไหนไกล น่านรอคุณอยู่

สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองน่าน แนะนำว่าให้ไปวัดภูมินทร์ที่ทุกคนที่ไปเยือนน่านต้องไปกัน อารมณ์ว่าถ้าไปถึงน่านแล้วไม่ไปวัดภูมินทร์ถือว่าไปไม่ถึงน่าน ในวัดมีรูปเขียนฝาผนัง 'กระซิบรักบันลือโลก' ดูแล้วประทับใจในความเก่าโบราณที่ยังสามารถดำรงอยู่มาได้ถึงปัจจุบันนี้ บริเวณใกล้เคียงวัดภูมินทร์ก็มีวัดอื่นๆมากมายกระจายตัวอยู่ใกล้ๆ ส่วนนี้เป็นส่วนที่คล้ายเชียงใหม่คือวัดติดวัด จะเข้าวัดไหนก็สวยทั้งนั้น 

ส่วนสถานที่ๆประทับใจที่สุดในครั้งแรกกับน่านนี้คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดน่าน สถานที่แห่งนี้เป็นคุ้มเจ้าหลวงเก่า ตัวอาคารสวยมากกกกกก สถานที่แห่งนี้เคยมีกองถ่ายละคร 'รอยไหม' มาถ่ายทำด้วย (ชื่อละครเรื่องนี้ห้ามผวนคำเด็ดขาด !!! ;P) ภายในพิพิธภัณฑ์มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับจังหวัดน่าน ส่วนไฮไลท์ก็ต้องเป็นงาช้างดำที่พลาดไม่ได้ต้องแวะดู ตอนนั้นจำได้ว่างาช้างดำตั้งอยู่ในส่วนจัดแสดงชั้นสอง แนะนำว่าหากจะไปควรโทรไปสอบถามล่วงหน้าก่อนว่ามีส่วนไหนปิดปรับปรุงรึเปล่าจะได้ไม่เสียเที่ยว

ครั้งแรกจบไปกับเสาร์อาทิตย์ในตัวเมือง ส่วนน่านครั้งที่สองก็ตามมาไม่นาน ครั้งนี้เราข้ามตัวเมืองไป จุดหมายปลายทางอยู่ที่ดอยเสมอดาว ตอนที่ไปนั้นเป็นวันธรรมดาและยังไม่เข้าฤดูหนาวแบบเต็มตัว นักท่องเที่ยวจึงยังไม่มาก แต่บรรยากาศและความงดงามให้เต็มร้อย เข้าใจแล้วว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อว่าดอยเสมอดาว เพราะเสมอดาวจริงๆ เวลากลางคืนคุณจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของดวงดาวในทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับจะถูกกลืนหายไปด้วย กิจกรรมบนยอดดอยก็คือนอนดูดาวห่มลมหนาวก่อนจะกลับลงมาด้วยความอิ่มใจ


นี่คือ 2 ครั้งที่ได้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดนี้ หวังว่าคงจะมีครั้งที่ 3 ตามมาเพราะตอนนี้คิดถึงน่านแล้ว :D





ไหว้ย่านาค ปล่อยปลา ที่วัดมหาบุศย์ (ฉบับมึนและโฮ T-T)

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปไหว้ย่านาคที่วัดมหาบุศย์ พระโขนง
สถานที่หาไม่ยาก ตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท 77 หรือซอยอ่อนนุชนั่นเอง
พอเลี้ยวเข้าสุขุมวิท 77 ให้สังเกตสะพานลอยคนข้าม 
วัดมหาบุศย์ตั้งอยู่ตรงสะพานลอยที่ 2 พอดี

วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงคือตำนานย่านาคแห่งพระโขนงอันโด่งดัง 
ว่ากันว่าหากจะมาขอพรย่านาค ให้ขอท่านในเรื่องของความรักหรือเรื่องการเกณฑ์ทหาร
ใครไม่อยากให้ลูกหลานหรือคนรักติดทหารให้ลองมาขอย่านาคดู

นอกจากศาลย่านาคแล้ว ในบริเวณเดียวกันมีซุ้มหมอดูมากมาย 
มีทั้งดูไพ่ ดูลายมือ ดูตำราพรหมชาติ กะด้วยสายตาคร่าวๆน่าจะหลายสิบเจ้าเลยทีเดียว
โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ดูและไม่ทราบว่าเจ้าไหนแม่นหรือไม่แม่น
หากจะดูแนะนำให้ดูจากคิว คิวไหนยาวคิวนั้นก็น่าจะแม่นนะคะ :P

ก่อนกลับแวะไปปล่อยปลาริมคลองพระโขนง วันนี้น้ำในคลองอยู่ในสภาพที่โอเคกว่าเดิมมาก
จำได้ว่าครั้งที่แล้วที่มาน้ำเน่ามากกกกกก เน่าจนสงสัยว่าหากปล่อยปลาลงไป ปลาจะสำลักน้ำเน่าตายรึเปล่า แทนที่จะได้บุญกลัวว่าจะได้บาปมาโดยไม่รู้ตัวแทน 
แต่คราวนี้ด้วยความที่น้ำใสพอประมาณ เลยตัดสินใจซื้อปลามาปล่อย ครั้งที่เป็นครั้งแรกที่มาปล่อยปลา ณ วัดแห่งนี้ 

จัดการซื้อปลาและปล่อยลงคลองเสร็จสรรพ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นคุณน้าคนหนึ่งนั่งอยู่ในเรือ ในมือมีกระชอนขนาดย่อมกำลังช้อนปลาเล็กปลาน้อยที่นักท่องเที่ยวปล่อยลงไป กวาดสายตาไปบริเวณรอบๆก็ได้เห็นว่ามีการนำตาข่ายมาขึงไว้ แน่นอนว่าปลาที่ปล่อยไปไม่มีทางไปไหนได้เพราะติดตาข่าย 
ความรู้สึกตอนนั้นคืออึ้งทึ่งตะลึง ได้แต่โทษตัวเองว่าไม่รู้จักสังเกตสังกาให้ดีก่อน ถ้าเห็นตั้งแต่แรกก็จะไม่ซื้อปลามาปล่อยเด็ดขาดเพราะปลาไม่ได้รับอิสระแต่อย่างใดเลย 

เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่เดินอย่างหมาหงอยกลับมาที่รถ ทันใดนั้น!!! 
ตรงบริเวณที่เป็นที่จอดรถซึ่งอยู่ริมคลอง มีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งกำลังปล่อยปลาอยู่ 
ณ จุดๆนี้เลยเดินไปดูใกล้ๆ พบว่าถ้านำปลามาปล่อยที่นี่จะไม่มีใครมาจับปลาแต่อย่างใด แถมยังไม่มีตาข่ายกั้นอีกด้วย อารมณ์ตอนนั้นคือเฟลมากกกกกก แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเพราะไม่รู้จริงๆ
หลังจากครั้งนี้ตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยปลาลงคลองเล็กๆอีกแล้ว เพราะเคยไปปล่อยปลาลงแม่น้ำแม่กลองที่วัดหลวงพ่อโสธร จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ มั่นใจได้ว่าปล่อยลงไปแล้วไม่มีใครตามไปจับกลับมาขายได้แน่เพราะอันตรายมาก 

หากใครอยากปล่อยปลาแนะนำด้วยใจจริงว่าอยากให้ไปหาปล่อยในวัดที่อยู่ติดแม่น้ำใหญ่ เพื่อความมั่นใจว่าปลาที่เราปล่อยไปจะได้รับอิสระจริงๆ 

ปล. วันที่เจอเหตุการณ์นี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมัวแต่อึ้ง T-T 
ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000121184






สถานตากอากาศบางปู ไปดูนกนางนวล


ปีนี้เป็นปีที่สามติดต่อกันที่ได้มีโอกาสมาดูนกนางนวลที่สถานตากอากาศบางปู ได้เดินไปตาม 'สะพานสุขตา' ไปจนถึง 'ศาลาสุขใจ' 
ระหว่างทางเดินบนสะพานที่ทอดยาวเต็มไปด้วยนกนางนวลหลายพันตัวที่อพยพหนีหนาวมาจากไซบีเรีย นักท่องเที่ยวจำนวนมากพากันมาให้อาหารนก ณ สถานที่แห่งนี้


มองดูนกไป ในใจก็พาลคิดไปว่านกพวกนี้ช่างน่าอิจฉา มีทั้งอิสระเสรีและกำลังวังชาในการออกเดินทางมาไกลขนาดนี้
ปกตินกนางนวลจะอพยพหนีหนาวมาในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ปีนี้ถือว่านกมาช้ากว่าปกติ ในขณะที่เขียนบันทึกนี้คือเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังมีนกจำนวนมากที่ยังไม่กลับไซบีเรีย ไม่แน่ใจว่าปีหน้าพวกเขาจะมากันช่วงเดือนไหน แต่ที่แน่ๆจะพายายมาดู :)


คิดถึงปีที่แล้วตอนที่เข้าไปในตัวอาคาร 'ศาลาสุขใจ' ตอนนั้นมีโอกาสได้เห็นคุณตาคุณยาย คุณลุงคุณป้ามาเต้นลีลาศกันที่บริเวณลานในตัวอาคาร เพลงที่เปิดเป็นเพลงลูกกรุงในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งเป็นผู้ดำริให้สร้างสถานตากอากาศบางปูแห่งนี้ 
น่าเสียดายที่ปีนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นลีลาศเพราะมาตั้งแต่หัววันเกินไป เห็นว่ากิจกรรมนี้จะมีทุกวันเสาร์เวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น 
แนะนำว่าให้มาช่วงเย็นๆประมาณ 5 โมงไปเลยเพราะส่วนที่ดูนกนางนวลและให้อาหารเป็นพื้นที่กลางแจ้ง อากาศจะร้อนมาก ไม่ควรมาช่วงกลางวันเด็ดขาด 
ขากลับเดินผ่านบริเวณป่าชายเลน น่าเสียดายอีกแล้วที่ปีนี้ไม่ได้เห็นปลาตีนกับปูราชินีเพราะน้ำยังไม่ลด ปีที่แล้วมาตอนประมาณ 5 โมงเย็นเป็นช่วงน้ำลดพอดีเลยมีโอกาศได้เห็น




สรุปว่าปีนี้กลับไปด้วยความเฟลเล็กน้อยที่อะไรๆดูเหมือนจะไม่พอดีสักอย่าง แต่ไม่เป็นไร ปีหน้าจะมาหาใหม่นะเจ้านกนางนวล :)

 
Multiverse Blog Design by Ipietoon