Showing posts with label litreview. Show all posts
Showing posts with label litreview. Show all posts

การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก

เคยอ่านฉบับภาษาอังกฤษเมื่อนานมาแล้ว สมัยที่ภาษายังไม่แข็งแรง และอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เมื่อเร็วๆนี้ได้กลับเชียงใหม่ ได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนสมัยมัธยมต้นคนหนึ่งหลังจากไม่เจอกันมากว่า 5 ปี เพื่อนคนนี้เอาหนังสือเล่มหนึ่งให้ยืม ชื่อเรื่องน่าสนใจว่า 'การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก' เป็นหนังสือแปลโดยคุณโตมร สุขปรีชา เมื่อเอามาดูดีๆจึงพบว่ามันคือ South of the Border, West of the Sun อันเลื่องลือของ ฮารูกิ มูราคามิ ที่เราเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว แน่นอนว่าเมื่อเป็นผลงานของมูราคามิ โทนที่ออกมาจึงหม่นและดาร์กมากมาย

'การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก' เล่าเรื่องราวชีวิตของฮาจิเมะ การพบพานเพื่อจากจรของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวแต่ละตนที่เข้ามา ฮาจิเมะนั้นฝังใจอยู่กับรักแรก ชิมาโมโตะ เมื่ออายุได้ 12 ปี แต่ชีวิตมันคือความเป็นไป แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องพรากจากกันไปตามกระแสของเวลา ฮาจิเมะไปคบกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งในวัยมัธยมปลาย เธอชื่ออิซูมิ สำหรับเรา นี่เป็นความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดที่สุด



'เธอจะไม่ทำร้ายฉันใช่ไหม'
'ผมจะไม่ทำร้ายเธอ'
...
แต่ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจ ว่าผมสามารถทำร้ายใครคนหนึ่งได้เลวร้าย กระทั่งเธอไม่อาจฟื้นคืนมาได้อีกเลย และยังไม่เข้าใจว่า ใครคนหนึ่ง แค่เพียงมีชีวิตอยู่ ก็สามารถทำลายมนุษย์อีกคนได้ยับเยินจนไม่อาจซ่อมแซม (หน้า30)




เราไม่อาจรู้ได้จริงๆว่าเราจะสามารถทำร้ายคนๆหนึ่งได้รุนแรงขนาดไหน และในฐานะคนที่ถูกทำลายจนย่อยยับ ก็ไม่อาจบอกได้เช่นกันว่าชีวิตจะฟื้นคืนกลับมาเป็นเช่นเดิมได้หรือไม่ แน่นอนว่าความสัมพันธ์ไม่อาจฆ่าคนๆหนึ่งได้ในทางกาย แต่หากเป็นทางใจเล่า ส่วนหนึ่งอาจจะตายลงไปอย่างสมบูรณ์ภายใต้น้ำมือของคนอีกคนที่เรารักเท่าชีวิต 

เวลาผ่านไป ฮาจิเมะแต่งงานและประสบความสำเร็จทั้งด้านชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวกับยูกิโกะ ทว่าคืนหนึ่งในฤดูฝน ชิมาโมโตะ หญิงสาวที่ฮาจิเมะคิดว่าคงไม่อาจได้ครอบครองและจากกันไปชั่วชีวิตได้กลับมาอีกครั้ง อย่างที่น่าจะคาดเดากันได้ ทั้งคู่ได้มีความสัมพันธ์กัน

'การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก' ทรงพลังในแง่ของการเล่าเรื่องด้วยปริศนาที่ไม่มีข้อเฉลย เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของฮาจิเมะในแต่ละช่วงวัยที่ผันผ่าน ทว่าสำหรับชิมาโมโตะและอิซูมิแล้ว เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวทั้งสอง และอะไรทำให้เธอทั้งคู่กลายเป็นคนในปัจจุบัน เวลามากกว่า 10 ปีที่หายไปในชีวิตของหญิงสาวทั้งสองจะยังคงเป็นปริศนาต่อไป หรือแท้จริงแล้วทั้งคู่ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง ทว่าเป็นเพียงจินตนาการที่ก่อร่างในหัวของฮาจิเมะเท่านั้น

หญิงสาวของฮาจิเมะมักจะมากับฝน ทั้งชิมาโมโตะและยูกิโกะ 'การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก' ก็มาถึงมือเราพร้อมกับฝนเช่นกัน เพื่อนมัธยมต้นของเราคนนั้นยื่นหนังสือให้เราพร้อมกับห่าฝนที่สาดลงมาเป็นสายในร้านอาหารญี่ปุ่นกลางเมืองเชียงใหม่ คืนเดียวกันนั้นเอง เราเริ่มอ่าน'การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก' ตั้งแต่ราวเที่ยงคืนไปจบเอาตอนตีสี่ครึ่ง และนอนไม่หลับไปจนรุ่งสาง

ยอมรับว่าชีวิตช่วงหลังราว1-2ปีที่ผ่านมาอ่านนิยายจนจบเล่มน้อยมาก เล่มไหนอ่านเกินครึ่งเล่มแล้วหยุดนี่ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ความรู้สึกของการยิงยาวม้วนเดียวจบแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมานานจริงๆ ความรู้สึกที่ว่าใจหนึ่งอยากจะเก็บไว้อ่านต่อสักเดือน ค่อยๆละเลียด ละเมียดละไมไปด้วยกัน ไม่อยากให้จบ อยากให้จบช้าที่สุด กับอีกใจที่ร้องว่าเร็วๆ เร่งอ่านให้มันเสร็จๆไปจะได้จบสักที 2อารมณ์นี้มันปะทะกันตอนอ่าน 'การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก'

ผลที่ได้คือม้วนเดียวจบ ขมขื่น ปร่า กลืนน้ำลายยังฝืดคอ รู้สึกป่วย เป็นไข้ อยากร้องไห้แต่น้ำตาไม่ไหล อึดอัดขัดข้อง มีคำถาม ต้องการคำตอบ คับแค้นใจ หาทางออกไม่เจอ สับสน เหมือนเดินหลงทางในคืนฝนตก (เมื่อคืนที่อ่านฝนก็ตกจริงๆ) 

สำหรับเรา มูราคามิอาจจะเหมือนประเทศอินเดีย เห็นเค้าว่ากันว่าไม่รักก็เกลียด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือเค้ามีพรสวรรค์ ที่จริงใครๆก็เขียนนิยายได้ แต่งเรื่องสั้น รังสรรค์บทความ แต่จะมีสักกี่คนที่เขียนออกมาแล้วมีพลังจนทำให้คนเสพหายใจไม่ออก จนทำให้เรานอนตาค้างข้ามคืนต้นฤดูฝนในเดือนมิถุนายน 






Paper Towns by John Green



Paper Towns by John Green is regarded as young adult literature that presents the difficult time of American teenagers who struggle to find their identity. Quentin Jacobsen or Q, the narrator of the story, is a high school boy who falls in love with Margo Roth Speigelman, his girl next door. Q represents young people in general who want to be accepted by society. Thus, he conforms to social norms and the rules of society. In contrast with Q, Margo represents a teenager who is independent, rebellious, and brave. She wants to exclude herself from social restriction and follows her own will. While Quentin lives in his comfort zone, Margo thinks that it is more challenging and exciting to live the life in her own way. After inviting Q to her adventurous missions, Margo disappears. Q’s love for Margo leads him to follow the clues that she left behind, and try every possible way to find her. Finally, Q finds out that Margo goes to paper towns because she suffers from the way people idealize her. Living in paper towns, Margo can reveal her own inner self and develop her identity. Although Q knows that he cannot take Margo back, he enjoys that short time with her. After leaving the graduation ceremony to find Margo, Quentin realizes that he experiences significant things in life. He learns to follow his own wishes and makes his own decisions. 

น้ำตานางฟ้า, จามรี พรรณชมพู



อย่างที่เคยเกริ่นว่าเรื่องนี้เป็นนิยายรักเรื่องแรกที่อ่านสมัยเป็นวัยรุ่น และเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้ มันโรแมนติก มันเจ็บปวด มันตราตรึง เมื่อวานอ่านรวดเดียวจบไปเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเป็นเรื่องบนชั้นหนังสือที่ถูกหยิบมาอ่านซ้ำเรื่อยๆ

อัปสรสินี เทพมนตรีเป็นลูกสาวนักธุรกิจเจ้าของบ้านไร่ที่กำลังจะหมั้นกับทรงศักดิ์ อัศวศักดิ์ ทายาทนักธุรกิจหนุ่มผู้ร่ำรวยอยู่แถวหน้าของเมืองไทย แต่ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมดเมื่ออัปสรสินีกลับไปอยู่บ้านไร่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่บ้านไร่ของเธอมีจิตรกรหนุ่มาขออาศัยอยู่ชั่วคราวเพื่อเขียนภาพทิวทัศน์ภายในไร่ จามร สกุณาถูกมองในฐานะจิตรกรไส้แห้งตระเวนเขียนรูปไปวันๆ ณ บ้านไร่แห่งนี้ อัปสรสินีได้รู้จักกับความรักเป็นครั้งแรกก็ด้วยความรักที่มีต่อจามร ที่ผ่านมาเธอได้เห็นกระจ่างแล้วว่าแท้จริงแล้วความรู้สึกที่มีต่อทรงศักดิ์นั้นเป็นความรู้สึกดีครึ่งเพื่อนครึ่งพี่เท่านั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนามากขึ้นเมื่ออัปสรสินีตัดสินใจเป็นแบบเขียนภาพเหมือนให้จามร ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตกอยู่ภายใต้การจับตามองของอังคณา มารดาของอัปสรสินีที่หัวสูงและชอบทรงศักดิ์ที่เป็นทายาทมหาเศรษฐี ความรักของทั้งคู่พังทลายลงเพราะอังคณา อัปสรสินีชอกช้ำตรอมใจเจียนตายกว่าที่สุดท้ายแล้วความจริงจะเปิดเผยว่าที่จามรหนีหน้าหายตัวไปนั้นเป็นเพราะอังคณาสร้างเรื่องให้ทั้งคู่เข้าใจผิดกัน และเมื่อสุดท้ายแล้วอังคณาได้รู้ว่าจามรเป็นกรรมการผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ได้แต่เสียใจกับการกระทำของตัวเอง เมื่อเรื่องทุกอย่างคลี่คลายลงทั้งคู่จึงได้ครองคู่กันตามสูตรนิยายรัก

อ่านเรื่องย่อข้างบนแล้วแลดูน้ำเน่าสมมาตรฐานนิยายประโลมโลกใช่มั้ยคะ ยอมรับว่าเน่าค่ะ 5555 แต่ที่ชอบคือสำนวนการเขียนและการบรรยายในเรื่อง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบเอาน้ำตกน้ำตานางฟ้าที่อยู่ภายในไร่มาเปรียบกับอัปสรสินีซึ่งชื่อมีความหมายว่านางฟ้าเช่นกัน น้ำตกที่ไหลลงมาเปรียบได้กับน้ำตาของนางฟ้าอัปสรสินีที่ถูก foreshadow เอาไว้ว่าภายภาคหน้าเมื่อได้พบกับจามรแล้ว ชีวิตของหล่อนจะไม่ได้ราบเรียบอย่างที่เคยเป็นมา อีกประการคือการใช้น้ำตกเป็นสถานที่แห่งความรักความหลัง ความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอก ที่เคยกล่าวถึงไปแล้วก็คือฉากเปลือยเล่นน้ำกันของทั้งคู่ ในการบรรยายนั้นบอกว่าเป็นการว่ายน้ำไล่จับกันอย่างเด็กแต่มีความสำนึกเต็มตัวว่าทั้งคู่เป็นหนุ่มสาว อ่านฉากนี้แล้วรู้สึกว่ามันคลาสสิกมากกก มันมีความเดียงสาแห่งวัยเยาว์ และมีความเร่าร้อนแห่งไฟฟนุ่มไฟสาว มันคือความลงตัวที่กลมกล่อมมาก อ่านแล้วทำให้นึกถึงอดัมกับอีฟในสวนอีเดนหลังจากได้กินผลแอปเปิ้ลอย่างไรอย่างนั้น 

สรุปเลยคือชอบมากกก ตราตรึงที่สุด นักอ่านนิยายหลายคนบอกว่างานเขียนของจามรี พรรณชมพูนั้นน้ำเน่า แต่บอกเลยว่านักเขียนคนนี้เป็นนักเขียนคนแรกเลยที่เราตามเก็บผลงาน และถึงเนื้อเรื่องมันจะน้ำเน่าหรือเดาทางได้ไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นอะไรที่อ่านแล้วฟินนน อยากมีชีวิตแบบนางเอก ฮ่าาาา

ปล. ปกของเราที่มีอยู่ที่บ้านไม่ใช่ปกในรูปนะคะ ในรูปเป็นปกอ่อนแต่ที่มีอยู่เป็นปกแข็งค่ะ หารูปปกแข็งไม่เจอเลยยืมรูปปกอ่อนจากกูเกิ้ลมาแปะไว้ ขอบคุณเจ้าของรูปมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 

Walden

วันนี้ไปดูบ้านน้ามา บ้านใหม่เพิ่งสร้างเสร็จสดๆร้อนๆอยู่ที่อำเภอแม่แตง ขับรถไปจากบ้านในเมืองใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เป็นบ้านที่ปลูกเดี่ยวๆในที่ดินค่อนข้างกว้าง ตรงข้ามเป็นโรงเรียนโดยมีแม่น้ำคั่นกลางทำให้ไม่รู้สึกอ้างว้างเกินไปนัก ไม่ไกลมากประมาณ 2 - 3 กิโลมีเซเว่นตั้งอยู่ รอบๆเป็นหมู่บ้านของชาวบ้านบริเวณนั้น แต่น่าแปลกใจที่พอขับรถเข้าซอยบ้านไป ทุกอย่างกลับเงียบสงัดและตัวบ้านก็ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหลือเกิน

บรรยากาศแบบนี้ทำให้นึกถึงวรรณกรรมเรื่อง Walden หรือ Life in the Woods ของ Henry David Thoreau ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือเชิงสังเกตการณ์ชีวิตที่มีชื่อเสียงมาก กล่าวคือ Thoreau ผู้ประพันธ์ ได้ขอเข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินของเพื่อนคือ Ralph Waldo Emerson นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง เขาได้สร้างกระท่อมด้วยตัวเองบนที่ดินของ Emerson ริมบึง Walden ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนังสือนั่นเอง Thoreau ถือเป็นปัจเจกชนตัวพ่อ ว่าง่ายๆคือค่อนข้างสันโดษและมีความอินดี้อยู่ในตัวสูงมาก เขาสนใจศึกษาธรรมชาติและเชื่อเรื่องการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ถึงกระนั้น กระท่อม Walden ของเขาก็ไม่ได้ตัดขาดจากสังคมภายนอก Thoreau ต้อนรับคนที่มาเยี่ยมเยียนและออกไปพบปะผู้คนภายนอก สิ่งที่เขาสื่อผ่านบทประพันธ์ออกมาเป็นเพียงแค่การสังเกตการณ์ชีวิตเท่านั้น Thoreau บรรยายในหนังสือว่ากระท่อมของเขาเต็มไปด้วยรูโหว่มากมาย เวลาอากาศเย็นยามค่ำคืนลอดผ่านรูเข้ามาก็ทำให้เขาทรมานมาก จะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายของบทประพันธ์หวังเพียงแค่ทำความเข้าใจชีวิตในแบบที่เป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของความเรียบง่ายไม่ฟุ่มเฟือยเท่านั้น

ยามเย็นที่บ้านหลังนี้ บรรยากาศทุกอย่างทำให้นึกถึง Walden ที่เคยอ่าน ทั้งสายน้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้าน เสียงนกร้องเมื่อบินกลับรัง เสียงจิ้งหรีดเรไรและแมลงกลางคืนต่างๆ เสียงลมลู่ไม้ไหวรอบๆ บรรยากาศเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าอยากจะลองมาใช้ชีวิตแนวสังเกตการณ์แบบ Thoreau ดูสักครั้ง :)

รูปข้างล่างคือกระท่อมริมบึง Walden ของจริงที่ Thoreau ไปอยู่ค่ะ



ส่วนรูปนี้เป็นรูปบ้านกลางป่าที่เพิ่งสร้างเสร็จ เห็นที่ดินที่เหลือรอบๆแล้วอยากทำแปลงปลูกผักไปพร้อมๆกับเขียนหนังสือเชิงสังเกตการณ์ชีวิตไปด้วยเลยค่ะ :D




เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince) กับหนังเรื่องเพื่อนสนิท

รู้จักเจ้าชายน้อยครั้งแรกจากหนังเรื่องเพื่อนสนิท ตอนนั้นยังเด็กมาก ดูแล้วก็ไม่ได้วิเคราะห์ตามอะไรมากมาย รู้แต่ว่าดูจบแล้วหนังก็โอเค แต่ไม่ชอบตอนจบของเรื่องที่ไข่ย้อยไม่กลับไปหาดากานดา
 
อ้อ หนังเรื่องนี้ทำให้เพื่อนมหาลัยคนนึงของเราตัดสินใจมาเรียนที่เชียงใหม่เลยนะ นางเก็บข้าวเก็บของมาเรียนที่นี่หลายปีดีดักก็เพราะหนังเรื่องนี้ นางบอกว่าอยากได้แบบไข่ย้อยเลยมาตามหา ซึ่งตอนนี้เรียนจบแล้วนางก็ยังไม่เจอ ฮาาาาาาาาาาาาาา
หลายปีก่อนได้อ่านเจ้าชายน้อย อ่านตอนที่โตแล้ว เข้าใจว่าเจ้าชายน้อยเป็นหนังสือที่ใส่หน้ากากว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ส่วนตัวแล้วเราว่าไม่ใช่ เจ้าชายน้อยเป็นหนังสือที่ผู้ใหญ่ควรอ่าน เป็นหนังสือผู้ใหญ่ที่แฝงไปด้วยปรัชญาอันละเอียดอ่อน ใจความหลักของหนังสือเรื่องนี้คือการออกตามหาคุณค่าและความหมายของการมีชีวิต ประโยคที่ไพเราะที่สุดในเรื่องสำหรับเรามีอยู่ 2 ประโยคเด็ดๆคือ


'ัYou become responsible, forever, for what you have tamed.'
เธอต้องรับผิดชอบในทุกๆความสัมพันธ์ที่เธอสร้างขึ้นมา


'It is only with the heart that one can see rightly. What is essential is invisible to the eye.'
มีเพียงดวงใจเท่านั้นที่มองเห็นได้กระจ่างแท้ สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา


การเดินทางของเจ้าชายน้อยก็เปรียบได้กับไข่ย้อย ไข่ย้อยคือเจ้าชายน้อยที่หนีจากดอกกุหลาบ (ดากานดา) ไปเจอหมาจิ้งจอก (นุ้ย) ผู้ซึ่งสอนให้เขารู้จักกับการสร้างความสัมพันธ์และความรัก สุดท้ายตอนจบแตกต่างกัน ไข่ย้อยเลือกที่จะอยู่กับหมาจิ้งจอก (นุ้ย) แต่เจ้าชายน้อยเลือกที่จะกลับไปหาดอกกุหลาบ ไม่ว่าตอนจบจะเป็นยังไง ใจความสำคัญคือความสัมพันธ์นั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป ในขณะที่มีโอกาส ความสำพันธ์จึงเป็นสิ่งที่ควรถนอม จริงมั้ยคะ :)







ปรัชญาชีวิต (ความปราโมทย์และความเศร้าโศก)

บทนี้เป็นบทที่ชอบมากกกกกกกก อีกบทหนึ่ง อันที่จริงค่อนข้างชอบบทนี้ที่สุดเลยด้วยซ้ำ ชอบที่เปรียบเทียบความเศร้าและความสุขเหมือนเป็นญาติสนิทกัน เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า 'ความสุขกับความทุกข์นั้นอยู่ใกล้กันเหมือนวันนี้กับพรุ่งนี้' และเห็นจริงตามนั้น





ความปราโมทย์ของเธอนั้น 
คือความเศร้าโศกถอดหน้ากากออก 
และจากบ่อเดียวกัน 
ที่เสียงหัวเราะของเธอผุดขึ้นมานั้น 
บ่อยครั้งมันเปี่ยมไปด้วยน้ำตาของเธอ
มันจะเป็นอย่างอื่นใดได้อีกเล่า 
ความเศร้าโศกยิ่งบาดลึกลงไปในผิวเนื้อของเธอได้เท่าใด 
เธอก็จะสามารถเก็บเอาความปราโมทย์ได้มากขึ้นเพียงนั้น 
ก็ถ้วยที่เธอรินใส่ถ้วยองุ่นนั้น 
มันจะต้องถูกเผาในเตาอบของช่างปั้นก่อนมิใช่หรือ 
และขลุ่ยที่เป่ากล่อมดวงใจเธอนั้น 
มิใช่ไม้ที่ถูกบากเจาะด้วยมีดก่อนหรอกหรือ 
ขณะเมื่อเธอปรีดาปราโมทย์ 
จงมองลึกลงไปในดวงใจ 
และเธอก็จะพบว่า 
สิ่งซึ่งได้เคยยังความเศร้าโศกแก่เธอนั้น 
กำลังให้ความปราโมทย์แก่เธอ 
ขณะเมื่อเธอเศร้าโศก 
จงมองลงไปอีกและก็จะพบว่า 
แท้จริงนั้น 
เธอกำลังสะอื้นไห้ ถึงสิ่งที่เคยก่อความยินดีมาแล้ว 
เธอบางคนกล่าวว่า 
ความปราโมทย์นั้นยิ่งใหญ่กว่าความเศร้าโศก 
และอีกพวกแย้งว่า
ไม่ใช่ ความเศร้าโศกต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่า 
แต่เราขอบอกแก่เธอว่า 
มันมิอาจแยกจากกันได้ มันมาด้วยกัน 
และขณะเมื่อสิ่งหนึ่งนั่งอยู่กับเธอที่โต๊ะ 
พึงระลึกไว้ว่า 
อีกสิ่งหนึ่งหลับรออยู่บนเตียง 
แท้จริงนั้น 
เธอแขวนไกวอยู่ดุจตาชั่ง 
ระหว่างความเศร้าโศกและความปราโมทย์ของเธอ 
เธอจะยืนนิ่งอยู่และไม่เอนเอียง 
ก็แต่ในขณะเมื่อเธอว่างเปล่าเท่านั้น
ขณะเมื่อผู้รักษาสมบัติยกเธอขึ้น 
เพื่อชั่งเงินและทองของเขา 
ก็ไม่จำเป็นที่ความเศร้าโศก 
หรือความชื่นชมของเธอ 
จะต้องเอียงขึ้นลงด้วย



ท่อนที่ชอบมากๆคือท่อนที่ทำตัวหนาไว้ เค้าบอกว่าเวลาที่รู้สึกเศร้า ให้มองลึกลงไป แล้วจะพบว่า สิ่งที่ทำให้เศร้านั้น ครั้งหนึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำให้เรามีความสุขมาก่อน คือมันใช่ คือมันโดน นึกถึงท่อนนึงของเพลง Lost Stars เพลงประกอบภาพยนตร์ Begin Again ที่ว่า 'Don't you dare let our best memories bring you sorrow' กล้าให้ความทรงจำที่ดีที่สุดของเรากลายเป็นความเศร้ารึเปล่า มันช่างตรงกับปรัชญาชีวิตบทนี้เหลือเกำิน ความทรงจำที่ดีที่สุด อาจจะกลายเป็นความเศร้าโศกก็ได้ 

ปรัชญาชีวิต (บุตร)

บทนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ซึ่งเป็นบทที่ชอบมากอีกบทหนึ่ง เพราะในฐานะลูกนั้น พบว่าพ่อแม่ส่วนมากจะมองว่าลูกเป็นสมบัติของตน หลายครั้งหลายคราก็มักจะอยากให้ลูกเป็นไปในทางที่ตนต้องการ ทั้งนี้เข้าใจว่าเป็นไปเพราะความรักความปรารถนาดี แต่หากลองอ่านปรัชญาชีวิตว่าด้วย 'บุตร' นี้อาจจะทำให้มุมมองบางอย่างเปลี่ยนไป





บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ 
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต 
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ 
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ 
เธออาจให้ความรักแก่เขาแต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้ 
เพราะว่าเขาก็มีความคิดของตนเอง 
เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้ 
แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา 
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้นอยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ 
ซึ่งเธอไม่อาจไปเยี่ยมเยียนได้แม้ในความฝัน 
เธออาจพยายามเป็นเหมือนเขาได้ 
แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ 
เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลัง 
หรือห่วงใยอยู่กับเมื่อวันวาน 
เธอนั้นเป็นเสมือนคันธนู 
และบุตรหลานเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต 
ผู้ยิงเล็งเห็นที่หมายบนทางอันมิรู้สิ้นสุด 
พระองค์จะน้าวเธอเต็มแรง 
เพื่อว่าลูกธนูจะได้วิ่งเร็วและไปไกล 
ขอให้การโน้มง้าวของเธอในอุ้งหัตถ์ของพระองค์ 
เป็นไปด้วยความยินดี 
เพราะว่าเมื่อพระองค์รักลูกธนูที่บินไปนั้น 
พระองค์ก็รักคันธนูซึ่งอยู่นิ่งด้วย



ชอบการเปรียบเทียบกับธนูในบทนี้ที่ว่าพ่อแม่เปรียบเหมือนคันธนู และลูกเปรียบเหมือนลูกธนูอันมีชีวิต เมื่อเหนี่ยวน้าวลูกธนูออกไปแล้ว ย่อมไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร การเปรียบเทียบเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการให้อิสระแก่ลูกธนู ก็เหมือนกับการให้อิสระแก่บุตรของตน ลูกธนูนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ยิงออกจากคันธนูก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจยึดติดอยู่กับคันธนูได้ เปรียบเหมือนความสัมพันธ์ของพ่อแม่กับลูกนั่นเอง 

The Most Beautiful Woman in Town, a short story by Charles Bukowski

The Most Beautiful Woman in Town and Other Stories is a book written by Charles Bukowski. The Most Beautiful Woman is the first short story of the book and is my most favorable. 

I cannot remember the first time I heard the name 'Bukowski'. However, for me, I like his name and how it is pronounced. The name sounds unfamiliar that I'm surprised he's known as American author. I thought he's Russian or from a country around that area and he is. From this point, I wanted to read some of his work and The Most Beautiful Woman in Town and Other Stories was my first.

The Most Beautiful Woman in Town tells a story about Cass who is regarded as the most beautiful woman in the town written in the story. Other women are jealous of her, and men chase her for sexual desire. 'I', the first person narrator, is presented as a dirty old man. He's like others who want Cass, so he comes to the bar to meet her. They have a relationship for a while before separation. Cass ends up with committing suicide and 'I' regrets that he lets her go. He thinks he should have insisted the word 'no'. 

What I'm impressed in Bukowski's work is his writing style and language use. After I read other short stories collected in the same book, I noted that he always uses simple words and short sentence structures. Thus, it is sharp and easy to understand. In addition, he presents his work reflecting himself. To illustrate, most of his work uses pronoun 'I' as if Bukowski himself is the one who is the protagonist in the story. There is one short story that he uses his real name as the name of the main character. Another observation is that he projects the main character reflecting some similar characterizations with those of himself like the definition 'a dirty old man'.

To conclude, I love Bukowski's work in terms of its sharp presentation, easy to read but direct to heart.



The Prophet (On Marriage), ปรัชญาชีวิต (การแต่งงาน)

หายไป 2 วันเพราะเน็ตคอนโดเน่า วันนี้ขอกลับมาต่อเนื้อหาจากปรัชญาชีวิต ของคาลิล ยิบราน ว่าด้วยการแต่งงาน บทนี้เป็นแรงบันดาลใจหรือที่มาของเพลง ที่ว่าง ขับร้องโดยวง พอส ที่ยังโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน 


ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด
เติบโตจึงได้รู้ความจริง
หากเคียงชิดใกล้ แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน
ประโยชน์ที่ใด หากรักทำร้ายตัวเอง
หากเดินแนบกาย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียว ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เธอได้ตามหาฝัน ของเธอ







เนื้อความในปรัชญาชีวิตว่าด้วยการแต่งงานกล่าวว่า


เธอเกิดมาด้วยกัน 
และเธอก็จะอยู่ด้วยกันตลอดไป 
เธอจะอยู่ด้วยกันแม้เมื่อปีกขาวของความตาย
ปัดกวาดวันคืนของเธอให้กระจัดกระจายไป 
ถูกแล้วเธอจะอยู่ด้วยกัน
แม้ในความทรงจำอันสงัดของพระเป็นเจ้า 
แต่ขอให้มีช่องว่างในการอยู่ด้วยกันของเธอ 
และขอให้กระแสลมแห่งสวรรค์โบกโบยไปมาระหว่างเธอ 

จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งรัก 
และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทร
อันเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง 
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน 
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน 
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
 
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว 
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี่ยว 
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
 
จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง 
เพราะหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้นที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้ 
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่อย่าใกล้กันนัก 
เพราะว่าเสาของวิหารนั้นก็ยืนอยู่ห่างกัน 
และต้นโพธิ์ ต้นไทรก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้

บทนี้สั้นๆ อ่านเข้าใจง่าย ทว่าความหมายลึกซึ้งมาก ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคู่รักที่แต่งงานกันเท่านั้น แต่บทการแต่งงานนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว เพื่อน พี่น้อง หรือคู่รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่รัก เป็นธรรมดาว่าเมื่อมีความรัก เราย่อมอยากอยู่ใกล้คนที่เรารัก บางคนเป็นหนักถึงขั้นที่ว่าไม่อยากอยู่ห่างกันแม้แต่วินาทีเดียว อยากรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร จนอาจจะลืมไปว่าการกระทำบางอย่างอาจทำให้อีกฝ่ายอึดอัดใจ ดังนั้น สิ่งที่ทุกๆความสัมพันธ์ควรจะมีคือ การเคารพในสิทธิส่วนตัวของกันและกัน การเว้นช่องว่างให้กัน และการไม่เบียดเบียนกัน เมื่อไม่ใกล้กันจนเกินไปนักก็จะได้ไม่มีความอึดอัดใจ ให้อิสระต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันก็แบ่งปันและเติมเต็มกันและกัน เราคิดเสมอว่าการใช้ชีวิตเป็นศิลปะ และศิลปะที่รังสรรค์ให้งดงามได้ยากที่สุดคือศิลปะแห่งความสัมพันธ์ เพราะการครองใจคนนั้นไม่ยากเท่ากับการรักษาคนเอาไว้ในชีวิตให้นานๆ :) 

ปรัชญาชีวิต (ความรัก), The Prophet (On love)



โพสนี้ขอต่อจากที่แนะนำหนังสือปรัญาชีวิต หรือ The Prophet ของ คาลิล ยิบราน ไปเมื่อวาน
ขอเริ่มด้วยบทอันโด่งดังว่าด้วย 'ความรัก' บทนี้ถูกนำไปกล่าวถึงในภาพยนตร์เรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย ของ หม่อมหลวง พันธ์เทวนพ เทวกุล เมื่อไม่นานมานี้ คนพูดคือยุพดี พูดแก่ ส่างหม่อง เป็นนัยเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายทำตามหัวใจตัวเอง บทความภาษาอังกฤษนั้นมีความไพเราะเด็ดขาดอยู่แล้ว แต่บทแปลภาษาไทยที่ถอดความโดยอาจารย์ระวี ภาวิไล ก็เด็ดขาดไม่แพ้กัน ในที่นี้จะตัดนำมาเพียงบางส่วนบางตอนที่ชอบเท่านั้น

เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป
แม้ว่าทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร
และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน
แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ
และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม
แม้ว่าเสียงของมันจะทำลายความฝันของเธอ
ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้ให้แหลกราญไปฉะนั้น

เพราะแม้ขณะที่ความรักสวมมงกุฎให้เธอ
มันก็จะตรึงกางเขนเธอ
และขณะที่มันให้ความเติบโตแก่เธอนั้น
มันก็จะตัดรอนเธอด้วย
แม้ขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง
และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ
แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก
และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย


ความรักจะรวบรวมเธอเข้าดังฝักข้าวโพด
มันจะแกะเธอออกจนเปลือยเปล่า
แล้วมันจะร่อนเพื่อให้เธอหลุดจากเปลือก
มันจะบดเธอจนเป็นผงขาวแล้วก็จะขยำจนเธออ่อนเปียก
แล้วมันก็จะนำเธอเข้าสู่ไฟอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน
เพื่อว่าเธอจะได้กลายเป็นอาหารทิพย์ของพระเป็นเจ้า
ความรักจะกระทำสิ่งทั้งหมดนี้แก่เธอ
เพื่อว่าเธอจะได้หยั่งรู้ความลับของดวงใจเธอเอง
และด้วยความรู้นั้นเธอก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งของดวงใจแห่งชีวิตอมตะ
แต่ถ้าหากด้วยความกลัว
เธอมุ่งแต่แสวงหาความสงบสุขและความสำราญจากความรัก
ก็จะเป็นการดีกว่าที่เธอควรจะปกคลุมความเปลือยเปล่าของตน
และหลีกหนีออกไปเสียจากลานบด ไปสู่โลกอันไร้ฤดูกาล
ที่ซึ่งเธอจะหัวเราะก็ไม่เต็มที่และจะร้องไห้ก็ไม่เต็มที่
ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นเพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก
ตัวหนาที่เน้นเอาไว้คือท่อนที่ชอบที่สุดของบทว่าด้วยความรักนี้ กล่าวว่าความรักนั้นต้องผ่านความเจ็บปวดทุกข์ทน หากไม่อยากทุกข์ก็ให้กันตัวเองออกจากความรักเสีย ไปอยู่ในสถานที่ๆคิดว่าปลอดภัย ที่ๆจะหัวเราะก็ไม่เต็มที่ จะร้องไห้ก็ไม่เต็มเสียง
สำหรับคนที่ผ่านความรักมาแล้ว อ่านมาถึงท่อนนี้ไม่รู้ว่าจะคิดเหมือนเรารึเปล่า ว่าการหัวเราะเต็มที่และร้องไห้จนสุดเสียงนั้น แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ถ้าลองแล้วรู้แล้ว ก็'หลีกหนีออกไปเสียจากลานบด'เถอะค่ะ :)

The Prophet by Kahlil Gibran, ปรัชญาชีวิต โดย คาลิล ยิบราน

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่หยิบมาอ่านซ้ำบ่อยที่สุด ปรัชญาชีวิตเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดความเป็นปรัชญาออกมาได้อย่างเรียบง่าย อ่านแล้วเข้าใจโดยที่ไม่รู้สุกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ส่วนหนึ่งต้องขอชื่นชมสำนวนการแปลของอาจารย์ระวี ภาวิไล ปกติแล้วหากเป็นหนังสือที่มีต้นฉบับภาษาอังกฤษ เรามักจะนิยมเลือกอ่านเป็นฉบับภาษาอังกฤษมากกว่าเพราะไม่อยากเสียอรรถรสเพราะการถอดความเป็นภาษาไทย แต่สำนวนของอาจารย์ระวีนี้ บอกได้คำเดียวว่ายอมใจจริงๆ 
ปรัชญาชีวิตเป็นหนังสือที่มีเนื้อความกล่าวถึงสัจธรรมหรือหลักความจริงของโลก เน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่พึงมีต่อกัน 

บทเริ่มต้นของฉบับภาษาไทยที่มีอยู่ปัจจุบันในมือกับฉบับเก่าที่เคยอ่านในหอสมุดมหาวิทยาลัยนั้นต่างกัน ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด แต่เมื่อซื้อฉบับภาษาไทยมาเป็นของตัวเอง จึงนำไปคัดลอกเนื้อความจากฉบับเดิมในหอสมุดมา เริ่มความว่า 

ถ้าหากคำพูดเหล่านี้เลือนราง ก็อย่าพยายามทำให้มันกระจ่าง ความเลือนรางและหมอกฝ้าเป็นการเริ่มต้นของสรรพสิ่งแต่มิใช่ปลายทางของมัน และเราก็พอใจให้เเธอจำเราเป็นเช่นการเริ่มต้น ชีวิตและสรรพสิ่งอันดำรงชีวิตอยู่ ย่อมเข้าใจได้ในหมอก และมิใช่อย่างกระจ่างแจ้ง และใครบ้างจะรู้ว่า แท้จริงเมื่อหมอกฝ้าสลายลงนั้น มันก็รวมเป็นหยากผลึกใสชัดเจนนั่นเอง

เนื้อความข้างต้นคัดลอกมาจากฉบับเก่าในหอสมุด เป็นบทเริ่มของเนื้อความทั้งหมดที่ไม่เหมือนฉบับพิมพ์ใหม่ที่มีอยู่ในมือ 

หนังสือเรื่องนี้แบ่งออกเป็นบทตอนอันกล่าวถึงความจริงและความสัมพันธ์ในชีวิต เช่น ว่าด้วยความรัก ว่าด้วยการแต่งงาน ว่าด้วยบุตร ว่าด้วยการบริจาค ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้แนะนำว่าควรมีติดบ้าน มียาสามัญประจำบ้านฉันใด หนังสือเล่มนี้ก็ควรมีติดบ้านไว้เป็นหนังสือสามัญประจำบ้านฉันนั้น 

คราวหน้าจะมาแนะนำบทที่ชอบพร้อมการตีความหมายบางส่วนบางตอน ส่วนรูปประกอบด้านล่างเป็นหน้าปกฉบับภาษาไทยที่มีอยู่ในมือ



Lolita by Vladimir Nabokov

Lolita, light of my life, fire of my loins. My sin, my soul. Lo-lee-ta.
โลลิต้า แสงสว่างแห่งชีวิต ไฟในท้องน้อย บาปและจิตวิญญาณ โลลิต้า



ประโยคขึ้นต้นของหนังสือที่ยืมมาจากหอสมุดมหาวิทยาลัยโดยมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้อ่าน

เรื่องราวของอาจารย์สอนวรรณคดีวัย38กับเด็กสาวอายุ12ผู้เป็นลูกเลี้ยง
ที่มาของคำว่า'โลลิต้า'ในความหมายของชายมีอายุที่นิยมชมชอบเด็กสาว



โลลิต้าเป็นบทประพันธ์ของวลาดิเมียร์ นาโบคอฟ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี1955

เป็นหนังสือที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางที่สุดเล่มหนึ่งในวงการวรรณกรรมโลก
ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์รวม2ครั้งในปี1962และปี1997

ตัวละครเอกและผู้เล่าเรื่องในหนังสือคือศาสตราจารย์ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต เขาเล่าถึงเด็กสาวนามโดโลเรส ผู้ซึ่งเขาตั้งชื่อให้ใหม่ว่าโลลิต้า ภายหลังทั้งคู่ได้มีสัมพันธ์สวาทกันเมื่อแม่ของเด็กสาวเสียชีวิตลงและเขาต้องดูแลโลลิต้าในฐานะลูกเลี้ยง

หากมองในแง่ศีลธรรมและสายตาของมนุษย์ปกติทั่วไป ศาสตราจารย์ฮัมเบิร์ตน่าจะมีอาการทางจิตและทำผิดศัลธรรมร้ายแรง ในการบรรยาย เขาแสดงออกถึงอาการหลงไหลที่มีต่อโลลิต้าชนิดที่เข้าขั้นว่าเป็น obsession 

เมื่ออ่านจนจบก็ยังมีความสงสัยในสุขภาพจิตของศาสตราจารย์ฮัมเบิร์ตอยู่ ทว่าสิ่งที่เหนือกว่านั้นคือความรู้สึกสงสาร สงสารในตัวชายผู้นี้ที่ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเอาชนะทุกอย่าง จนในที่สุดเมื่อถูกอารมณ์เข้ามาครองตัวเป็นเจ้าเรือน ชีวิตทั้งชีวิตก็พังทลายลง

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อศาสตราจารย์ฮัมเบิร์ตนั้น ตัวผู้อ่านเองก็ไม่อาจตัดสินได้ว่ามันเป็นความรักใช่หรือไม่ แต่อ่านแล้วได้บทเรียนว่าสิ่งที่ร้ายแรงกว่าความรักนั้นคือความใคร่และกิเลศอย่างหนา ซึ่งน่ากลัวกว่าความรักเป็นพันเท่า 

ปล. ล่าสุดเห็นโลลิต้าเวอร์ชั่นภาษาไทยแปลโดยคุณปราบดา หยุ่น ฉบับภาษาอังกฤษถือว่าค่อนข้างหนาทีเดียว หากใครขี้เกียจ ฉบับภาษาไทยก็เป็นอะไรที่น่าลิ้มลอง 








The Great Gatsby by Francis Scott Fitzgeral

In my younger and more vulnerable years my father gave me some advice that I’ve been turning over in my mind ever since.

“Whenever you feel like criticizing any one,” he told me, “just remember that all the people in this world haven’t had the advantages that you’ve had.”

ในวัยเยาว์ของผม พ่อได้ให้คำแนะนำบางประการที่เปลี่ยนความคิดของผมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา "เวลาที่รู้สึกว่าอยากจะวิพากษ์วิจารณ์ใคร" พ่อกล่าว "จำไว้ว่าคนทุกคนบนโลกใบนี้ไม่ได้มีคุณลักษณะแบบเดียวกับที่ลูกมี"

เดอะ เกรท แกสต์บี้ หรือ แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ บทประพันธ์อมตะโดยฟรานซิส สก็อต ฟิทซ์เจอรัลด์ กวีและนักเขียนชาวอเมริกันในยุค Jazz Age (1920s) เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ถูกเล่าโดยนิค คาราเวย์ซึ่งเปรียบได้ดังผู้สังเกตการณ์และนำมาบันทึกเป็นหนังสือเล่มนี้

นิคเป็นนักเขียนหนุ่มผู้เดินทางมุ่งหน้าสู่นิวยอร์คในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1922 ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าเป็นยุคศีลธรรมตกต่ำ ยุคแห่งคนตรีแจ๊ส ยุคแห่งการค้าของเถื่อน และยุคของการแสวงหาความฝันแบบอเมริกัน (American Dream)

ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงเนื้อเรื่องในหนังสือมากนัก แต่จะขอแสดงความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือภายหลังอ่านจบ

ประโยคเปิดเรื่องของหนังสือเล่มนี้ที่นำมาแปลไว้ข้างบนเป็นทั้ง foreshadow และ irony ของเนื้อเรื่องในภายหลัง นิคเริ่มต้นเล่าว่าพ่อของเขาสอนให้ไม่ตัดสินคนอื่นเพราะคนทุกคนล้วนมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ทว่าเมื่ออ่านไปจนถึงราวกลางๆเรื่องและย้อนกลับมาที่ประโยคข้างต้นอีกครั้ง จะเห็นได้ว่านิค คาราเวย์ได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาตัดสินเดซี่และทอม บูคานัน โดยเลือกข้างเจย์ แกตส์บี้ ผู้ซึ่งเขายกย่องว่าเป็น 'The Great' ตามชื่อหนังสือ

เมื่อกล่าวถึงในแง่ของตัวละคร อาจกล่าวได้ว่าตัวละครในหนังสือเล่มนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจนคือ romantic กับ realist เจย์ แกตส์บี้อยู่ในกลุ่มของ romantic ชายผู้บูชาความรักและทำทุกอย่างได้เพื่อเดซี่ หญิงสาวอันเป็นที่รัก เขากลายเป็นพ่อค้าของเถื่อนผู้ร่ำรวยมหาศาล จัดงานปาร์ตี้แสนอลังการเป็นประจำ ทั้งหมดก็เพราะมีความหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้พบกับเดซี่ในงานเลี้ยงที่เขาจัดขึ้นหลังจากที่ต้องพลัดพรากจากกันร่วม 5 ปี ส่วนเดซี่ หญิงสาวฝั่ง realist ผู้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินและโลกแห่งความเป็นจริง เธอเป็นคนรักเก่าของแกตส์บี้ผู้เลือกที่จะไม่รอและแต่งงานไปกับมหาเศรญฐีผู้ร่ำรวยสูงส่งนาม ทอม บูคานัน

มีคำกล่าวว่านักเขียนมักจะถ่ายทอดเสี้ยวชีวิตส่วนหนึ่งของตนลงไปในงานเขียนไม่ว่าจะด้วยความรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ในที่นี้ เอฟ สก็อต ฟิทซ์เจอรัล ได้ทิ้งวิญญาณส่วนหนึ่งของเขาไว้ในหนังสือเล่มนี้ ฟิทซ์เจอรัลเป็นบุตรคนเดียวในครอบครัวเศรษฐีแห่งมินิสโซต้า เคยเข้าเรียนที่พรินซ์ตันแต่เรียนไม่จบ เขามีชีวิตอยู่ในยุค 1920s ตามระยะเวลาเดียวกันกับบทประพันธ์เรื่องนี้ ชั่วชีวิต ฟิทซ์เจอรัล มีชีวิตอยู่ในงานเลี้ยงท่ามกลางความหรูหราอลังการและเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 44 ปีอย่างเดียวดายในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว จุดจบของฟิทซ์เจอรัล ช่างมีความคล้ายคลึงกับแกตส์บี้ ตัวเอกของเรื่อง ราวกับว่าเขาเห็นอนาคตของตัวเองและจารึกตัวเขาเองไว้เป็นตัวอักษรนามว่าเจย์ แกตส์บี้

หนังสือเรื่องนี้สะท้อนถึงแก่นแท้ของความรักและความลวง ความจอมปลอม โศกนาฏกรรมชีวิต เปลือกนอกและความฉาบฉวยของมนุษย์ อ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจโดนกระเทาะเปลือกนอกออก เปิดเปลือยถึงความเร้นลึกในจิตใจจนสั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ


 
Multiverse Blog Design by Ipietoon